วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

92 วิธีใช้รถยนต์ ที่คุณไม่ควรมองห้าม


1. เติมน้ำมันล้นถังไม่เป็นผลดี
ในสภาพอากาศร้อนจัดอย่าเติมน้ำมันจนล้นถัง เพราะความร้อนจะทำให้เพิ่มความดัน มีผลทำให้น้ำมันขยายตัวลื่นไหลออกจากถังเกิดอันตราย สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
2. ลากเกียร์ทำให้คลัตช์เสียเร็ว
การใช้เกียร์ควรทำให้เหมาะสมและถูกจังหวะ อย่าลากเกียร์บ่อย จะทำให้คลัทช์เสียเร็วและยางหมดอายุเร็วขึ้น
3. อย่าขับรถจนน้ำมันหมดถัง
การขับรถจนน้ำหมดถัง จะทำให้เครื่องกรองน้ำมันมีโอกาสเสียได้มาก เนื่องจากตะกอนบางอย่างที่สะสมอยู่ในถังจะไปค้างที่เครื่องกรอง
4. อย่าใช้อิฐแทนแม่แรงรถ
อิฐสร้างบ้านก้อนที่แข็งที่สุดยังสามารถแตกได้ อย่าใช้รองหรือหนุนรถแทนแม่แรงต่างหาก เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
5. ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดกระจก
แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อโรคและยังใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เป็นแก้วหรือกระจกได้ กระจกรถของคุณที่มีคราบสกปรก จะถูกขจัดได้อย่างง่ายดายด้วยแอลกอฮอล์
6. สำรวจกระจกอย่าให้มีรอยร้าว
รอยร้าวที่กระจกเพียงเล็กน้อย จะทำให้ขยายวงกว้างไปสู่การแตกใหญ่ได้ต้องหมั่นสำรวจอยู่เสมอ การเปิดแอร์เย็นจัดในขณะอากาศภายนอกร้อนจะทำให้กระจกหดตัวอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุให้เกิดการแตกของกระจกได้
7. เครื่องเป่าผมก็มีประโยชน์
รถที่สตาร์ทไม่ติดอันเนื่องมาจากปัญหาความชื้นลองใช้เครื่องเป่าผมเป่าความร้อนบริเวณเครื่องยนต์ที่คิดว่ามีความชื้นจนกว่าจะแห้ง แล้วลองสตาร์ทใหม่ดูอีกครั้ง
8. การควบคุมอารมณ์
การขับรถจำเป็นที่จะต้องควบคุมอารมณ์ด้วยความอดทนยิ่งในสภาพรถติดแสนสาหัส แบบบ้านเรายิ่งต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่สวมวิญญาณร้ายขณะขับรถ ไม่ใช้วาจาหยาบคาย และอย่าพยายามสั่งสอนบทเรียนต่อผู้อื่น
9. โกรธและหงุดหงิดอย่าขับรถเด็ดขาด
อารมณ์โกรธและหงุดหงิด มีผลเสียอย่างยิ่งต่อการใช้รถใช้ถนน ความกดดันทางอารมณ์จะทำให้มีผลต่อเนื่องไปยังผู้ขับขี่รถคนอื่น และนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงได้
10. อย่าตอบโต้กับผู้ขับขี่รายอื่น
หากคุณอารมณ์เสียเนื่องจากผู้ขับขี่รถคันอื่น ต้องพยายามเก็บกดอารมณ์ไม่ตอบโต้ การตอบโต้จะทำให้เกิดผลร้ายต่อเนื่อง อย่างน้อยจะทำให้เราขาดสมาธิขาดการสังเกต สุดท้ายก็ลงเอยด้วยอุบัติเหตุ เป็นไปได้น่าจะจอดรถสงบสติอารมณ์สักครู่
11. หลีกเลี่ยงการเดินทางในสภาพอากาศเลวร้าย
เรามั่นใจแค่ไหนในการขับขี่รถในสภาพอากาศที่เลวร้าย เช่น ฝนตกหนัก หมอกลงจัด ทางที่ดีควรจะงดการขับรถ หันไปใช้บริการของรถสาธารณะจะดีกว่า ทั้งนี้ต้องติดตามการพยากรณ์ของอุตุนิยมวิทยา
12. การปรับพวงมาลัย
รถรุ่นใหม่สามารถปรับแกนพวงมาลัยให้เข้ากับสภาวะร่างกายของผู้ขับขี่ได้ อย่าปรับให้พวงมาลัยอยู่ในตำแหน่งที่มองแผงหน้าปัดยาก ล็อคแกนพวงมาลัยให้มั่นคงหลังจากปรับตำแหน่งจนได้ที่แล้ว ห้ามปรับพวงมาลัยในขณะรถเคลื่อนที่เด็ดขาด
13. เกียร์สูงสุด
เป็นเกียร์ที่ใช้กับอัตราเร็วสูง แต่ให้กำลังน้อยที่สุดเราจะใช้เกียร์สูงสุดกับอัตราเร็วของรถยนต์ที่แตกต่างกันได้มา คุณสามารถใช้แล่นด้วยความเร็วคงที่บนถนนทางตรง
14. อย่าให้ไฟดวงหนึ่งดวงใดขาด
การใช้สัญญาณไฟจะทำให้รถคันอื่นที่ตามหลัง หรือสวนทางเข้าใจในเจตนาของเรา แต่หากไฟสัญญาณดวงหนึ่งดวงใดขาดไป จะทำให้เป็นอันตรายแก่การใช้รถใช้ถนน ควรตรวจสอบและหาฟิวส์ หรือไฟอะไหล่ไว้ในรถบ้าง
15. ไฟเตือนภัยมีความสำคัญ
อย่าขับรถยนต์ออกไปเด็ดขาด กรณีที่มีการเตือนของไฟบนแผงหน้าปัดขึ้น เช่น ไฟเตือนความดันน้ำมันหล่อลื่น เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
16. กระพริบไฟหน้าแทนแตร
การใช้ไฟสูง-ต่ำของไฟหน้า ทำให้เกิดการกระพริบสามารถเตือนผู้ขับขี่รายอื่นด้วย ที่คาดว่าจะไม่ได้ยินเสีสยแตรจากรถของเรา
17. อย่าปล่อยเกียร์ว่างให้รถเคลื่อนลงทางลาดเองไม่ถูกต้อง
การปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ใช้การขับเคลื่อนจะทำให้ควบคุมรถยนต์ยาก โดยเฉพาะพวงมาลัยและเบรคเกียร์จะเข้ายากขึ้นอีกด้วย
18. ลดเกียร์ไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ
การลดลงเกียร์ต่ำไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ เช่น จากเกียร์ห้ามาเกียร์สาม จากเกียร์สามมาเกียร์หนึ่ง เช่นนี้ จะทำให้เรามีเวลามองถนน และจับพวงมาลัยได้นานขึ้น
19. ใกล้ทางแยกอย่าเปลี่ยนเลนกะทันหัน
ต้องตัดสินใจให้ดีว่าคุณกำลังจะไปทางไหน ซ้าย-ขวา หรือตรง อย่าตัดเลนซ้ายมาขวา หรือขวามาซ้าย บริเวณใกล้ทางแยกจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือไม่ก็ถูกตำรวจจับแน่นอน
20. จะไม่มีการชนท้ายรถคนอื่นเด็ดขาด
ไม่ขับชิดคันหน้าเกินไปหรือกะระยะการทำงานของเบรคได้ถูกต้อง
21. สิ่งกีดขวางกลางถนน
บังเอิญสิ่งกีดขวางอยู่ในช่องจราจรของเรา ตามหลักเราต้องให้รถยนต์วิ่งสวนทางมาผ่านไปก่อน กรณีสิ่งกีดขวางอยู่ฝังตรงข้ามอย่าผลีผลามเหยียบคันเร่งเลยไป เพราะรถคันสวนทางเราอาจไมยอมหยุดรถและหลบสิ่งกีดขวางออกมาในเลนของเราหน้าตาเฉย
22. สิ่งกีดขวางอยู่บนเนิน
นับว่าเป็นเรื่องท้าทายให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้เบรคจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาจัดการแก้ปัญหานี้
23. แซงรถที่กำลังวิ่ง
ต้องเข้าใจว่ารถคันหน้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วหนึ่งหากเราคิดจะแซง แน่นอนว่าความเร็วของรถเราต้องมากกว่า เมื่อหักลบกับความเร็วคันหน้าก็จะได้ระยะทางที่ต้องใช้ในการแซง นั่นก็คือ แซงรถกำลังวิ่งครั้งหนึ่งต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ทางที่ดีไม่แน่ใจอย่าแซงจะดีกว่า
24. แซงระทางชัน
หากเป็นรถที่บรรทุกของหนักและวิ่งช้ากว่าเรา การแซงจะใช้เวลาสั้นลงอย่างมาก แต่พึงระวังรถสวนเลนตรงข้าม ซึ่งจะวิ่งลงทางลาดด้วยความเร็วสูง
25. อย่าเร่งรถหากกำลังถูกแซง
จะเป็นการผิดมารยาทอย่างยิ่ง หากรถของคุณที่กำลังถูกแซงเร่งเครื่องหนีด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นว่ารถคันขวาของคุณกำลังจะถูกแซง ต้องชะลอความเร็วรถของคุณ เพื่อให้รถของเขาแซงขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว
26. ขับรถขึ้นเขา
กรณีขับรถขึ้นเขาหรือเนิน แน่นอนว่ารถของคุณต้องใช้กำลังเพิ่มมากขึ้น การขับต้องเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำกว่าเดิมเพื่อรักษาความเร็วของรถ การเปลี่ยนเกียร์ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพราะขณะที่เรายกเท้าออกจากคันเร่งแล้วเหยียบคลัตช์เปลี่ยนเกียร์
27. ขับรถลงทางลาด
ขึ้นเนินใช้เกียร์ต่ำเพื่อรักษาความเร็วของรถ ลงทางลาดก็ต้องใช้เกียร์ต่ำ เพื่อลดอัตราเร็วของรถแทนการใช้เบรค เพราะหากใช้เบรคในทางลาดมากไป จะทำให้เบรคลื่นและจับไม่อยู่เนื่องจากมีความร้อนสูง
28. ออกตัวของรถขึ้นทางชัน
ผู้ขับขี่มือใหม่มักมีปัญหาการออกตัวขึ้นเนินแล้วรถเคลื่อนที่ถอยหลัง ต้องฝึกให้มีความสามารถในการใช้คันเร่งคลัตช์และเบรคมือพร้อมกัน โดยใช้เท้าซ้ายกดแป้นคลัตช์ลง โยกคันเกียร์จากเกียร์ว่างไปยังเกียร์หนึ่ง ใช้เท้าขวากดแป้นคันเร่ง โดยกดให้มากกว่าการออกตัวบนพื้นระดับ และต้องกดอย่างสม่ำเสมอตามปริมาณชองความชัน
29. จดรถหันหน้าขึ้นเนิน
หลีกเลี่ยงได้ควรหลีก แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดให้ชิดขอบขวาทางด้านซ้ายมากที่สุด หมุนพวงมาลัยให้ล้อหันไปทางขวาป้องกันการเคลื่อนที่ถอยหลังเป็นเกียร์หนึ่งและใช้เบรคมือให้มั่นคง
30. จอดรถหันหน้าลงเนิน
หมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายให้ล้อหันเข้าหาขอบทางเท้า ป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนที่เดินหน้าใส่เกียร์ถอยหลังและเบรคมือไว้
31. ทางโค้งนะ
ให้สังเกตป้ายจราจรว่า โค้งไปทางขวาหรือทางซ้าย การเข้าโค้งให้ใช้เบรคเท้าควบคุมความเร็วของรถ เลือกเกียร์ให้เหมาะสมใช้คันเร่งอย่างระมัดระวังและบังคับรถให้ชิดเส้นแบ่งถนนทางขวาไว้จนตลอดทางโค้ง
32. ระวังหลุดโค้ง
ปรกติทางโค้งจะมีทั้งป้ายจราจรเตือนล่วงหน้าและมีเสาหลักปักตามระยะโค้ง แต่หากผู้ขับขี่ไม่ควบคุมความเร็วเข้าโค้งด้วยความโค้ง โค้งธรรมดาก็จะกลายเป็นโค้งหักศอกให้ได้รับอันตรายให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ
33. ความดันลมของยางสัมพันธ์กับพวงมาลัย
ยางรถยนต์จะต้องมีความดันลมในปริมาณพอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไปถ้ามากไปทำให้ยากสึกหรอ ไม่ยึดถนนและลื่นไถลทางโค้งแต่หากความดันลมยางน้อยไปจะทำให้ยางร้อนจัดยางไม่เกาะถนนและสึกหรอง่าย สังเกตว่าความดันลมยางน้อยไปเมื่อพวงมาลัยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
34. เบรคบนทางโค้งอันตราย!
ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบรคบนถนนทางโค้ง เพราะจะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัวและมีแนวโน้มลื่นไถลหลุดโค้งออกไป
35. รถใหญ่บังรถเล็ก
รถใหญ่ที่วิ่งตามทางแยกอาจบังรถเล็กอีกคันที่กำลัง แซงขึ้นมา หากเราตัดสินใจเลี้ยวออกจากทางแยกแบบปัจจุบันทันด่วน โดยไม่ระวังให้ดี อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
36. ถอยหลังทางไหนหมุนพวงมาลัยทางนั้น
การถอยหลังรถแรก ๆ อาจจะดูไม่ถนัด ต้องอาศัยประสบการณ์ โดยมีเคล็ดลับอยู่ว่าจะให้ส่วนท้ายของรถหันไปทางไหนก็หมุนพวงมาลัยไปทางนั้น ส่วนผู้ขับก็เอี้ยวตัวไปดูข้างหลังโดยมือถือพวงมาลัยมือหนึ่ง อีกมือพาดบนพนักพิงผู้โดยสาร
37. ข้อห้ามของการถอยหลัง
อย่าใช้วิธีกลับรถโดยการถอยหลังจากถนนซอยสู่ถนนใหญ่ เมื่อไม่แน่ใจว่าปลอดภัย อย่าถอยหลังและอย่าถอยหลังเป็นระยะทางไกล ๆ โดยไม่จำเป็น
38. ไฟเขียวให้รีบไปแน่หรือ
การขับรถบริเวณทางแยกที่มีไฟจราจรกำกับและเป็นไฟเขียวอยู่ ไม่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งให้ทันสัญญาณไฟ ควรสังเกตดูว่าไฟเขียวนั้นนานแค่ไหน แล้วสังเกตดูว่ารถจากถนนฝั่งหนึ่งมีแถวยาวเท่าใน และควรขับรถเว้นระยะกับรถคันหลังดูว่าหากเบรคกะทันหัน กรณีไม่ทันไฟเขียว แล้วคุณจะไม่ถูกชนท้าย
39. รีบร้อนไปไหนยังไฟแดงอยู่เลย
ผู้ขับขี่หลายรายต้องเสียอกเสียใจทุกวันนี้ เพราะประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากชอบออกรถในขณะที่สัญญาณไฟยังเป็นไฟแดงหรือเหลืองอยู่ โดยคาดเดาล่วงหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจร ในขณะที่รถอีกฝั่งยังไฟแดงอาศัยลูกติดพันจากไฟเขียว ผลก็คือ ประสานงากันจังเบ้อเริ่ม เดือดร้อนกันทั่วหน้า
40. ถูกจี้ท้ายและเตือนด้วยไฟสูงต่ำ
หลายคนคงเคยเจอนักเลงกลางถนน โดยขับขี่อยู่ ดี ๆก็มีรถคันอื่นมาจี้ท้ายแถมใช้ไฟสูงต่ำยิงใส่ท้ายรถ อย่าตกใจและห้ามตอบโต้เด็ดขาด เพียงแต่ค่อย ๆ เปลี่ยนช่องจราจรไปทางซ้าย เพื่อให้เกิดช่องว่างให้รถคันหลังผ่านไปได้
41. กระจกหน้ารถต้องสะอาดอยู่เสมอ
กระจกหน้ารถที่สะอาด เมื่อเวลาฝนตก ใบปัดน้ำฝนจะทำความสะอาดได้เร็วมากขึ้นมาก ควรลดอัตราเร็วลงหากอุปกรณ์ปัดน้ำฝนทำงานไม่ทันกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก
42. ไม่แตะเบรคขณะรถลื่นไถล
กรณีรถขาดการทรงตัว เมื่อเจอสภาพถนนมีน้ำมันเกลื่อนกลาดอย่าตกใจยกเท้าออกจากคันเร่งและหมุนพวงมาลัยไปในทิศทางเดียวกับทิศทางการลื่นไถลโดยห้ามแตะเบรคโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
43. อย่าเพิ่งดับไฟขณะรุ่งสาง
การรีบดับไฟเมื่อขับรถตอนรุ่งสางไม่เป็นผลดีต้องให้แน่ใจว่าคุณสามารถมองเห็นถนนและผู้ขับขี่คันอื่นอย่างชัดเจนเสียก่อนจึงค่อยดับไฟ กรณีรถมีสีคล้ำ ดำหรือน้ำเงิน ซึ่งไม่ค่อยสะท้อนแสงต้องเปิดไฟแต่เนิ่น ๆ เมื่อเริ่มจะมือและปิดไฟช้ากว่าคันอื่นเมื่อเวลารุ่งสาง
44. การใช้น้ำมันหล่อลื่น
การเติมน้ำมันหล่อลื่นต้องรักษาปริมาณให้ถึงขีดกำหนดของรถเสมอ น้ำมันหล่อลื่นเป็นสารอันตรายต่อผิวหนัง ควรล้างมือทันทีและเก็บภาชนะบรรจุน้ำมันให้ห่างไกลจากมือเด็ก
45. รถเสียระวังเสียงรถ
เมื่อรถคุณเกิดเสียกลางทางแล้วมีอาสาสมัครเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ หากคุณไม่แน่ใจพฤติกรรมอย่าลงจากรถเด็ดขาด ให้ผู้ผ่านกระจกแล้วล็อคประตูไว้วานให้ช่วยไปโทรศัพท์หาผู้ที่คุณต้องการจะติดต่อด้วยจะดีที่สุด
46. อุปกรณ์พยาบาลที่ควรจะมีในรถ
เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉน คุณควรมีสิ่งเหล่านี้ไว้ในรถ พลาสเตอร์, ผ้าพันแผล ขวดพลาสติคใส่น้ำสะอาดไว้ กรรไกร คีม ผ้าพันแผลแบบยืดหดได้ โคมไฟฟ้า เหรียญ(สำหรับโทรศัพท์)
47. เด็กเล็กก็ควรคาดเข็มขัด
อุบัติเหตุหลายครั้งเด็กเล็กต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวนมาก ในเมืองนอกได้ออกแบบที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กไว้อย่างมาตรฐาน โดยเฉพาะมีเข็มขัดนิรภัยให้เด็กคาดเข็มขัดด้วย สำหรับเมืองไทยที่ยังไม่มีที่นั่งเด็กแพร่หลาย ก็อาศัยพี่เลี้ยงหรือผู้โดยสารไปด้วยคอยดูแล อย่าปล่อยให้เด็กเป็นอิสระเด็ดขาด
48. ทำยังไงเมื่อกระจกหน้ารถแตกละเอียด
อุบัติเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นได้เมื่อรถแล่นด้วยความเร็วสูง ต้องควบคุมสติให้ได้ผ่นอคันเร่งหาที่จอดอย่าปลอดภัย หากระดาษหนังสือพิมพ์มาคลุมหน้าปัดรถและกระโปรงรถใกล้กระจกหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เศษกระจกปลิวเข้ามา แล้วจึงหาอะไรมาค่อย ๆ ทุบกระจกที่แตกค้างออก แล้วขับรถไปหาอู่ซ่อมโดยเร็ว
49. เบรคจม
อุบัติเหตุบางครั้งเกิดจากการที่อยู่ดี ๆ คันเบรคก็จมซึ่งทำให้การหยุดรถทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นเช่นนี้ให้ลดความเร็วลงค่อย ๆ ปั๊มเบรคสองสามครั้งเพื่อให้ความร้อนไปไล่ฟองอากาศและความชื้นจากนั้นจึงค่อย ๆ ขับไปด้วยควมเร็วเป็นปกติ
50. น้ำมันท่วม
รถที่จอดนิ่งอยู่สตาร์ทหลายทีก็ไม่ติด แถมยังได้กลิ่นฉุนของน้ำมันแสดงว่าน้ำมันได้ท่วมคาร์บูเรเตอร์ แล้วควาคอยอย่างน้อยสิบนาที เพื่อให้น้ำมันระเหยแล้วเริ่มติดเครื่องใหม่อีกครั้ง
51. อาการแบตเตอรี่หมด
อีกกรณีที่สตาร์ทเครื่องรถไม่ติด แล้วไฟหน้ารถไม่สว่างให้สันนิษฐานได้ว่าแบตเตอรี่หมดให้ชาร์จใหม่ได้ทันที หากทำไม่เป็นก็ตามช่างหรือติดต่อศูนย์ที่คุณซื้อรถก็ได้
52. ความร้อนสูงผิดปกติ
สังเกตุได้จาก เข็มชี้ระดับความร้อนที่หน้าปัดขึ้นสูงกว่าธรรมดา อย่าขับรถต่อไป เพราะจะทำให้รถได้รับความเสียหายร้ายแรงได้ ต้องหาที่ร่มจอดรถ เปิดฝากระโปรงทิ้วไว้รอจนกว่าเครื่องยนต์จะเย็นลงในระดับปรกติจึงค่อยเดินทางต่อไป กรณีที่เกิดจากน้ำมในหม้อน้ำพร่องไป ต้องรออย่างน้อย 10 นาทีถึงจะเปิดฝาหม้อน้ำเติมน้ำได้
53. เบรคเสียกะทันหัน
เบรคที่ถูกใช้มากในบางกรณี อาจทำให้เสียหรือผ้าเบรคสึกมีผลให้รถเบรคไม่ค่อยอยู่ วิธีแก้ไขคือ ให้จอดรถชั่วคราวเพื่อให้เบรคพักการทำงานระยะหนึ่ง
54. หัดเปลี่ยนยางไว้บ้างก็ดี
กรณีที่เราขับรถออกทางไกลที่เปลี่ยว ๆ ห่างจากปั๊มน้ำมันข้างทางแล้วเกิดยางรั่วยางแตก การเปลี่ยนยางอะไหล่ต้องใช้ความสามารถของตนเอง การศึกษาวิธีการเปลี่ยนจากคู่มือ และหัดลองเปลี่ยนขณะจอดรถอยู่ให้คล่อง มิฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว มีหวังคุณได้นอนหง่าวอยู่ในรถคนเดียวทั้งคืนแน่
55. ฟิวส์ซองบุหรี่
ระบบไฟฟ้าของรถใช้ฟิวส์เป็นตัวเชื่อมไฟ หากฟิวส์เกิดขาดกะทันหัน แก้ปัญหาได้โดยใช้กระดาษตะกั่วห่อซองบุหรี่หรือกระดาษห่อช็อกโกแล็ตมาหุ้มฟิวส์นั้นแล้วนำไปใช้ต่อฟิวส์นั้นก็จะทำงานได้ชั่วคราว
56. ยางโดนตะปูเจาะ
ประการแรกให้เปลี่ยนยางอะไหล่ทันที ถ้าไม่มียางอะไหล่ สำรวจยางเส้นนั้นว่ามียางในหรือไม่ ประการสำคัญไม่ควรดึงตะปูออกก่อนจะทำให้เวลาขับเคลื่อนรถ ยางจะแตก ระเบิดได้ ควรขับออกไปช้า ๆ อย่างระมัดระวังประคับประคองให้ไปถึงอู่หรือปั๊ม ทำการปะให้เรียบร้อย
57. ตรวจสนิมรถด้วยแม่เหล็ก
รถปัจจุบันส่วนใหญ่ตัวถังจะฉาบด้วยยากันสนิม ซึ่งเป็นฉนวน บริเวณที่กระเทาะแล้วเกิดสนิม จะทำให้เกิดแรงดึงดูดกับแม่เหล็ก
58. เรื่องของสีรถ
หากสีรถเกิดถลอกและเป็นสนิม หรือมีปัญหาอื่น ๆ เกี่ยวกับสีรถไม่ควรลงมือแก้ไขเอง เช่น เช็ด ขูด ควรนำรถเข้าอู่ ให้ช่างที่มีความชำนาญดูแล มิฉะนั้นจะทำให้เกิดรอยด่างของสีรถได้
59. รถติดอย่าหยุดติดรถ
ปัญหารถติดบ้านเราเลี่ยงกันไม่พ้น ขณะขับรถไปต่อคันที่หยุดข้างหน้าควรเว้นช่วงไว้ให้ห่างพอที่รถจะเคลื่อนตัวไปซ้ายขวาได้ เป็นการเผื่อเอาไว้หากเกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายด้านหน้ารถจะได้ไม่ถูกอัดก๊อปปี้เสียหายทั้งรถและชีวิต
60. ยางอะไหล่ต้องพร้อมเสมอ
รถเกือบทุกคันก็มักมียางอะไหล่ติดไว้เสมอ อย่าลืมที่จะตรวจสอบสภาพของยางอะไหล่บ้าง เป็นต้นว่าลมยางต้องมีความดันมาตรฐานเสมอ ไม่อ่อนจนเกินไป เพราะหากเกิดฉุกเฉินขึ้นมา ยางอะไหล่รั่วหรือแตก สถานการณ์จะเลวร้ายไปกันใหญ่
61. กรวยเติมน้ำมันฉุกเฉิน
น้ำมันแห้งสนิทกลางทาง ซื้อน้ำมันใส่แกลลอนมาแต่ดันลืมติดกรวยมาด้วย ไม่ยากเลย เพียงหาถ้วยใส่น้ำอัดลมพลาสติค ผ่าแล้วม้วนเป็นรูปกรวยมาเป็นที่เติมหรือใช้กระดาษทบกันหลาย ๆ ชั้น มาพับเป็นรูปกรวยก็ได้พอจะแก้ขัดไปครั้งหนึ่ง
62. รอยเปื้อนกระจกหน้ารถจากตัวแมลงหรือน้ำที่กระเด็นใส่
แก้ไขด้วยใช้ฟองน้ำชุปเบ็คกิ้งโซดา แล้วเอาฟองน้ำสะอาดเช็ดกระจกจนแห้ง ผงเบ็คกิ้งโซดาจะไม่ทำให้กระจกเป็นรอยใช้ทำความสะอาดไฟหน้าไฟท้ายและกันชนได้
63. ยางรถยนต์เก่าก็มีประโยชน์
ยางรถยนต์เก่าที่ไม่ใช้แล้ว นำไปผูกแขวนไว้ในโรงรถตรงที่หัวรถจะแล่นเข้าจอด ยางจะเป็นกันชนเมื่อเวลาเราถอยรถเข้าเก็บในที่จอดรถ
64. ตรวจเบรคก่อนจะไม่ได้เบรค
จะรู้ว่าเบรคใช้งานได้หรือไม่ ก็ต้องออกรถเคลื่อนที่ ซึ่งอันตรายมากหากรถไปอยู่บนท้องถนน แต่มีวิธีตรวจสอบขณะรถอยู่กับที่ โดยลองเหยียบเบรคประมาณ 1 นาที เมื่อเริ่มติดเครื่องยนต์ หากแป้นเหยียบเบรคอยู่ในตำแหน่งใกล้ติดพื้น เบรคของเรามีปัญหาแน่ ๆ เข้าอู่แก้ไขก่อนจะดีที่สุด

65. อย่าปล่อยให้โรงรถมีกลิ่นอับ
มีหลายบ้านที่ทำโรงเก็บรถเป็นโรงทึบ กรณีนี้หากโรงรถมีกลิ่นอับให้ใช้ถุงผ้าใส่ถ่านไม้ผูกให้แน่น นำไปแขวนไว้จะช่วยขจัดกลิ่นเหม็นได้อย่างดี

66. เทคนิคล้างรถไม่ต้องเช็ด
หลังจากล้างรถแล้ว น้ำสุดท้ายที่จะล้างให้ผสมน้ำยาล้างจานลงในถังด้วย ใช้ฟองน้ำชุบถูให้ทั่วคันรถทิ้งไว้ให้แห้งเองไม่ต้องใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหมือนวิธีเก่า เท่านี้รถก็จะขึ้นเงาเอง

67. กลิ่นเหม็นอับในรถยนต์
ขจัดให้หายได้ โดยใส่เบ็คกิ้งโซดาลงในที่เขี่ยบุหรี่ของรถ 1 ช้อนโต๊ะ หลังจากทำความสะอาดแล้ว หรืออาจใช้เบ็คกิ้งโซดาเช็ดถูเบาะ พรม ให้สะอาดได้ด้วยเบ็คกิ้งโซดาจะช่วยขจัดหลิ่นไม่ดีออกได้หมด

68. กำจัดแมลงที่ติดฝาครอบรถยนต์และตะแกรงหน้ารถ
ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้สเปรย์พ่นยุงพ่นที่ฝาครอบรถและตะแกรงหน้ารถตัวแมลงเล็ก ๆ ก็จะหลุดออกง่าย และไม่ทำลายความเป็นเงาของสีรถ

69. ขจัดคราบน้ำมันบนตัวถังรถ
ใช้ฟองน้ำจุ่มลงในน้ำผสมเบ็คกิ้งโซดาทาตรงบริเวณที่มีคราบน้ำมันจับ คราบน้ำมันจะหลุดออกอย่างง่ายดายไม่กระทบกระเทือนสีรถด้วย

70. ยางมะตอยติดล้อรถ
หากคุณเผลอไผลหรือหลบเลี่ยงไม่ได้ ต้องขับรถเข้าไปในบริเวณที่มีการซ่อมถนนอยู่และมีการราดยางมะตอยใหม่ ๆ ยางมะตอยหรือน้ำมันดิบที่เปรอะเปื้อล้อรถและตัวถัง ให้ใช้เบ็คกิ้งโซดาละลายรอยเปื้อนต่าง ๆ ก็จะออกได้

71. คลื่นรบกวนวิทยุ
เกิดขึ้นหลายกรณี เพราะรถของเราเคลื่อนที่ตลอดเวลา โอกาสที่จะจับให้คลื่นคงที่คงเป็นไปได้ยาก แต่อาจเกิดจากเสาอากาศวิทยุเป็นสนิม คงต้องหมั่นดูแลโดยใช้น้ำมันหล่อลื่นเช็ดด้วยความระมัดระวังให้ทั่ว วิทยุก็อาจมีคลื่นรบกวนน้อยลง ฟังดูชัดขึ้นก็ได้

72. อย่าใช้น้ำทำความสะอาดไฟรถ
น้ำจะทำให้เกิดความชื้นและทำให้เกิดสนิม เป็นปัญหาต่อเนื่องให้เกิดไฟช็อต จึงควรใช้เมทิลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดแทนซึ่งจะขจัดคราบสกปรกและรอยต่างๆ ได้ดีกว่าอีกด้วย

73. บำรุงรักษาแอร์รถ
รถที่จอดไว้เฉย ไม่ติดเครื่องนานหลายสัปดาห์ นอกจากจะมีปัญหาที่เครื่องยนต์ แอร์ก็มีปัญหาด้วย ควรเปิดแอร์ทิ้งไว้บ้างอย่างน้อย 10 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยาทำความเย็นไหลแยกออกมาจนต้องเสียค่าใช้จ่ายเติมน้ำยาใหม่

74. ฝาน้ำมันควรใช้แบบที่ล็อคได้
เป็นการป้องกันการที่ผู้อื่นจะนำรถของคุณออกไปใช้การล็อคฝาน้ำมันจะทำให้เติมน้ำมันไม่ได้ เมื่อน้ำมันหมดถัง ขโมยไปก็ไม่มีประโยชน์

75. ท่อไอเสียชำรุด
มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อออกรถไปได้ขณะหนึ่ง แล้วท่อไอเสีสยขาดครูดไปกับท้องถนน ต้องซ่อมเดี๋ยวนั้นโดยผูกมัดด้วยลวดให้ใช้งานได้ชั่วคราวก่อน อย่าใช้เชือกผูกเด็ดขาด เพราะความร้อนจะทำให้เชือกขาดอีกครั้ง

76. ระดับของน้ำมันเครื่อง
ควรเติมให้ต่ำกว่าระดับขีดของด้ามวัดเล็กน้อย หากเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ มิฉะนั้นหากเมื่อคุณติดเครื่อง น้ำมันเครื่องอาจขยายตัวล้นออกมาได้

77. ป้องกันสีรถจากโรงรถ
สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ผู้ขับขี่ที่มีโรงรถแคบ ๆ ใหญ่กว่ารถไม่เท่าไหร่ให้มีฝีมือยังไงสักวันก็ต้องพลาดเฉี่ยวขูดสีรถถลอกทางที่ดีควรหาโฟมบาง ๆมาติดกาวข้างกำแพงรถไว้สองข้าง ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

78. ดินโคลนเจ้าปัญหา
อย่าปล่อยให้ดินโคลนติดอยู่กับรถตลอดเวลา ควรเอาใจใส่ทุก ๆ จุดแม้ใต้ท้องรถที่คิดว่าดินโคลนจะไปจับเกาะติดไว้ ต้องล้างและฉีดด้วยสายยางออกให้หมดเพราะดินโคลนจะทำให้รถเป็นสนิมได้

79. ขัดสีรถให้เงางามอยู่เสมอ
รถที่ซื้อมาใหม่ ๆ สีเงางามน่าใช้ ขับไประยะเวลาหนึ่งสารเคมีที่ใช้ล้าง และแสงแดดจะทำให้สีของรถหมองไปควรนำรถไปขัดสีตามอู่หรือศูนย์อย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง สีของรถคุณก็จะเงางามอยู่เสมอ

80. ดอกยางมาตรฐาน
ดอกยางที่ดีที่ถือว่าเกาะถนนได้เยี่ยม ต้องมีขนาดอย่างน้อย 3-5 มม.หากน้อยกว่านี้ถือว่าใช้ไม่ได้และผิดกฏหมาย เพราะจะจับถนนไม่ได้มีผลให้ตอนเบรคมไม่สนิทอยู่กับที่

81. ถนอมยางรถให้ใช้งานได้นาน
ล้อรถสามารถสลับตำแหน่งกันได้ ควรเปลี่ยนตำแหน่งของมันจากข้างหน้ามาข้างหลังทุก ๆ 10,000 กม. แต่ไม่ควรสลับจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งจะเกิดอันตรายเวลารถเคลื่อนที่เร็ว ๆ ได้

82. ล้างรถอาทิตย์ละครั้ง
ผู้ใช้รถบางคนมีปัญหากับการล้างรถ ไม่มีเวลาบ้างขี้เกียจบ้าง ควรล้างรถอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อขจัดเศษดินและหินที่เกาะติดกับรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้รถอยู่บริเวณที่อยู่ในเขตอุตสากรรมหรือใกล้ชายทะเลควรล้างบ่อยครั้งขึ้น เพราะเกลือและความเค็มจากชายทะเลจะจับผิวของรถทำให้รถเสียหายเร็วขึ้น

83. ขจัดกลิ่นรถใหม่
รถใหม่ป้ายแดงคุณอาจจะรำคาญกลิ่นพลาสติกที่เหม็นรุนแรงแก้ปัญหาได้โดยใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำมาชโลมให้ทั่วภายในรถแล้วเช็ดให้สะอาด

84. คราบสติ๊กเกอร์บนกระจก
รถบ้านเราชอบตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ตามกระจกหลังหากต้องการเลาะออกให้เป็นสภาพดังเดิม ใช้มีดโกนหนวดบางมารีดเลาะออก แล้วใช้สำลีชุบน้ำยาทาเล็บมาล้างคราบสติ๊กเกอร์ ครู่เดียวก็จะละลายออกหมด จากนั้นจึงใช้เมทิลแอลกอฮอล์เช็ดกระจกอีกทีแค่นี้ก็เรียบร้อย

85. ป้องกันขนสุนัขร่วงในรถ
หากคุณมีความจำเป็นต้องพาสุนัขไปกับคุณด้วยการใช้เสื้อผ้าสำหรับสุนัขที่มีขายตามท้องตลาด จะแก้การใช้เสื้อผ้าสำหรับสุนัขที่มีขายตามท้องตลาด จะแก้ปัญหาไม่ให้ขนสุนัขร่วงลงรถชั่วขณะ แม้มันจะรำคาญบ้างก็อย่าไปยอมถอดให้มัน

86. กุญแจสำรอง
ไม่มีใครที่ขับรถแล้วไม่เคยลืมกุญแจไว้ในรถ กุญแจสำรองจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง คุณควรนำติดตัวไว้อยู่เสมอ เมื่อเวลาคุณล็อกหรือทำกุญแจหายก็จะไม่เดือดร้อน

87. ปล่อยให้เขาแทรกบ้างเพื่อน้ำใจ
การขับรถบนท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณที่มีรถติดการขอเข้าแทรกของรถคันอื่นข้างหน้าเราจะเจอบ่อยครั้งหากเราอารมณ์เย็นสักหน่อย พยายามมองโลกในแง่ดีปล่อยให้เขาแทรกเข้าไปบ้าง ก็จะทำให้การใช้ถนนของคุณวันนั้นราบรื่น ไม่ต้องคอยฟังเสียงอาฆาตมาดร้ายจากรถคันอื่นให้เสียอารมณ์เปล่า ๆ

88. ขจัดกลิ่นของเบาะหนัง
เบาะหนังในรถของคุณใช้ไปนาน ๆ อาจมีกลิ่นไม่ดีออกมาให้ผสมโซดาไบคาร์บอเนตหนึ่งช้อนโต๊ะกับน้ำ 500 มล. มาทำความสะอาดให้ทั่วจะช่วยลดกลิ่นเบาะให้ทุเลาลง

89. หม้อน้ำรั่วกะทันหัน
การแก้ไขหม้อน้ำรั่วแบบชั่วคราว โดยการหาอะไรก็ได้มาอุดรอยรั่วไม่ให้น้ำรั่วซึมออกมา โดยใช้คลั่ง ดินน้ำมันหรือหมากฝรั่งที่เราเคี้ยวแล้วก็ได้

90. มีปัญหากับจราจร
การใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงไม่ให้มีปัญหากับตำรวจจราจรนั้นยากมาก เมื่อถูกเรียกให้รถคุณหยุดข้างทาง และกำลังจะแจ้งข้อกล่าวหา คุณไม่ควรแสดงอาการต่อต้านโต้เถียงรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ควรพูดคำสุภาพควบคุมมารยาทเอาไว้ เหตุร้ายอาจกลายเป็นดีได้

91. ทำความสะอาดเบาะผ้ากำมะหยี่
รถสมัยนี้เฟอร์นิเจอร์ข้างในใช้วัสดุหลายชนิด เบาะนั่งเป็นผ้ากำมะหยี่เวลาทำความสะอาด ต้องใช้เครื่องดูดฝุ่น ไม้กวาดหรือไม้ขนไก่ทำความสะอาดได้ไม่หมด

92. ลบรอยขีดข่วนบนกระจกหน้ารถ
ใช้บราสโซขัดทองเหลืองหรือยาสีฟันทาให้ทั่วรอยขีดข่วน แล้วใช้ผ้าแห้งถูออก อาจต้องทำหลายครั้งจะดูดีขึ้น จากนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดทำความสะอาดเป็นครั้งสุดท้าย ก็จะได้กระจกหน้ารถที่ดูใสแวววาว

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย นิสัยใหม่ที่ฝึกได้


หลายคนขับรถ "เป็น" แต่น้อยคนนักจะขับรถได้ "ถูกต้อง" อุบัติเหตุจึงยังคงเกิดขึ้นเสมอ
หลังจาก ฟอร์ด ประเทศไทย จัดโครงการ “Driving Skills for Life - ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” โดยในปีที่ผ่านมามีผู้ให้ความสนใจสมัครเข้าอบรมอย่างล้นหลาม ซึ่งร้อยละ 60 เป็นผู้หญิง สะท้อนให้เห็นว่าในสังคมไทยการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากภาครัฐอย่างเดียวไม่ เพียงพอ

โครงการนี้จึงจัดต่อเนื่องเป็นปี 2 เพื่อแนะวิธีการขับรถให้ถูกวิธีและปลอดภัย พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อการใช้รถอย่างถูกต้อง และเทคนิคขับรถอย่างไรให้ประหยัด ไว้อย่างน่าสนใจ โดยครั้งนี้ได้นำ คณะสื่อมวลชน เดินทางไปทดสอบที่สนามบริดสโตน ยัง
มี วิทยากรรับเชิญ ผู้เป็นกูรูด้านยานยนต์อย่าง ยุทธพงษ์ ภาษี ที่ตอนนี้ไปไหนมาไหน ก็ถูกร้องเรียกว่า "ครูกุ้ง" ได้ให้ความรู้ถึงการขับรถไว้อย่างน่าสนใจ

ครูกุ้งบอกว่า สิ่งที่นักขับที่ดีควรทำเสมอ นอกจากร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมแล้ว คือการปรับทัศนคติในเรื่องของการขับขี่ใหม่ เช่น ไม่ควรขับรถระยะกระชั้นชิด แต่ควรรักษาระยะห่างจากคันหน้าในระยะปลอดภัย หมายถึงใน 3 วินาที จึงจะทำให้สามารถเบรกหรือหยุดรถทัน มองกระจกบ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่บอดของรถ ซึ่งกระจกและระดับสายตาของผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นได้

นอกจากนี้ ควรมองหาทางออกเสมอ พยายามอยู่ในพื้นที่ว่าง อย่าใกล้หรือชิดรถคันอื่นมากเกินไปจนไม่มีทางออก รู้จักถนน และสังเกตป้ายจราจรต่างๆ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

"นักขับที่ดีควรรู้จักการใช้อุปกรณ์ในรถเพื่อ ความปลอดภัยให้เป็น และเรียนรู้ว่าทำงานอย่างไร พร้อมเตรียมวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ระบบเบรก ABS เมื่อใช้ควรเหยียบเบรกแรงๆ ทีเดียวแล้วค้างไว้ เพื่อให้ระบบทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับในกรณีฉุกเฉินอย่างมีรถตัดหน้าจะได้ไม่ตกใจและควบคุมรถได้ปกติไม่ลื่นไถล"

นอกจากระบบเบรก ABS หรือ Antilock Braking System แล้ว ครูกุ้งยังอธิบายถึงระบบ ESP (Electronic Stability Program) จะช่วยชดเชยและปรับสภาพให้รถทรงตัวอยู่ในสภาวะปกติทันที ในกรณีรถเกิดสไลด์ออกซ้ายหรือขวาเมื่อขับรถบนถนนเปียกลื่น

"การจับพวงมาลัยให้ถูกต้องในกรณีฉุกเฉินเกิดอันเดอร์สเตียร์ (Understeer) หรืออาการหน้าดื้อโค้ง ท้ายจะสะบัดออกไปทางด้านข้าง ในขณะที่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง วิธีแก้ไขคือผ่อนคันเร่งคืนพวงมาลัยและค่อยๆ หมุนกลับไปใหม่"

ครูกุ้งย้ำว่า การเปลี่ยนช่องทางเดินรถฉุกเฉิน กรณีเมื่อมีอะไรตัดหน้าจะทำให้ไม่มีโอกาสเบรกทันที ดังนั้น ไม่ควรตกใจ ควรหักหลบและควบคุมรถให้อยู่ในเลนก่อนที่จะเบรกรถเพื่อหยุด

หลังจากเลกเชอร์ภาคทฤษฎีกันแล้ว ครูกุ้งและทีมผู้สอนระดับเกจิ พาคณะลูกศิษย์ (เฉพาะกิจ) ไปทดสอบการขับ โดย "ฟอร์ด" ยกรถให้ทดลองขับไปถึงเขาใหญ่ แต่ก่อนปล่อยรถ ยังได้ยินครูย้ำเตือนผ่านโทรโข่งอีกครั้งว่า

"สิ่งที่ผู้อบรมต้องทำเป็นอันดับแรก คือ จะต้องเปิดใจเชื่อและยอมรับ ก่อนจะนำไปทดลองและปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ และหมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยแล้วใช้เวลาขับประมาณ 16,000 กิโลเมตร จะเกิดเป็นนิสัยใหม่ในการขับรถที่ดีติดตัวไปตลอด นั่นหมายความว่าคุณจะมีความปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง"

สำหรับโครงการ “Driving Skills for Life - ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” จะจัดครั้งต่อไปในกรุงเทพฯ วันที่ 18-19 กรกฎาคม และ 8-9 สิงหาคม รวมทั้งจะโรดโชว์ต่อไปที่ จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ และปิดท้ายที่ จ.กำแพงเพชร ในเดือนตุลาคมนี้ สนใจร่วมเข้ารับการอบรมได้ที่ฟอร์ดคอลเซ็นเตอร์ โทร. 0-2686-5899 หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซต์ www.drivingskillsforlife.com

ดวงกมล อิศรพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย บอกว่า “อุบัติเหตุบนท้องถนนมีสาเหตุหลักจากผู้ขับขี่มากกว่าปัญหาจากตัวรถถึง 90% ในประเทศไทยอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 แท้จริงแล้วอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นเราสามารถป้องกันและลดจำนวนได้ ดังนั้น ฟอร์ด จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น เพื่ออบรมส่งเสริมการขับรถให้ถูกวิธีและปลอดภัย พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อการใช้รถอย่างถูกต้อง และแนะเทคนิคขับรถอย่างไรให้ประหยัด ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ"

ด้าน ภณ สงวนศิริ วิทยากรร่วมบรรยาย แนะนำว่า อันดับแรกเมื่อขึ้นรถนอก จากร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมแล้ว คือ การปรับเบาะที่นั่งให้เหมาะสมสะโพกชิดที่นั่งหลังตรง และคาดเข็มขัดนิรภัยให้พาดช่วงไหปลาร้าและกระดูกเชิงกราน พร้อมสำรวจความพร้อมเรื่องของกระจกเพื่อทัศนวิสัยที่ดี สัญญาณไฟบนแผงหน้าปัดรถ ระบบเบรกทำงานปกติ จับพวงมาลัยในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา เวลาขับรถควรสังเกตสภาพการจราจรเสมอ

"การขับขี่ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาทีด้วยเกียร์ที่เหมาะสม และไม่ควรบรรทุกของหนัก เพราะการบรรทุกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุก 20 กิโลเมตร รถจะกินน้ำมันเพิ่มขึ้น 1%”

ด้านนักข่าวที่ร่วมโครงการ อย่าง "เต้" สารัตน์ น้อยคล้าย บอกความรู้สึกว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้รถทุก วัน และมีหลายอย่างที่เมื่ออบรมถึงรู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิด เช่นเรื่องง่ายๆ อย่างการจับพวงมาลัย หรือท่านั่ง นอกจากนั้น ก็ระวังในเรื่องการขับรถไม่ ชิดคันหน้าเกินไป ซึ่งใครมาชิดเรา มาจี้เรา เราเองก็ไม่ชอบเหมือนกัน มีหลายเรื่องที่ผมเพิ่งได้รู้ เช่น การทำงานของระบบ ABS เทคนิคการเข้าโค้ง หรือวิธีการแก้ปัญหาเมื่อฉุกเฉิน ส่วนตัวผมในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่งมองว่า จะดีมากเลยถ้ามีการเผยแพร่ความรู้ในการขับรถที่ถูกต้องและปลอดภัยอย่างนี้ให้กว้างขวาง"

ส่วน "เหมียว" วรจรรย์ แสงเงิน บอกคล้ายกันว่าได้ความรู้จากโครงการนี้อย่างมากมาย

"จริงๆ เคยเรียนขับรถมา ก่อน แต่ที่นั่นเขาจะสอนให้เราขับเป็นเพื่อสอบผ่าน ไม่ได้สอนว่าขับยังไงให้ออกถนนได้ พอได้มาฝึกรู้เลยว่ามีหลายเรื่องที่เรามองข้าม เช่น นั่งเบาะหลังก็ควรต้องคาดเข็มขัดนิรภัย นอกจากนั้นยังมีเรื่องของเทคนิคการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนตัวมองว่าแม้เราจะเป็นผู้หญิง ถ้ามีโอกาสอยากให้ศึกษาหาความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างถูกต้องปลอดภัย เพราะผู้ชายไม่ได้อยู่ช่วยเราตลอด และถ้าทุกคนขับรถดี ถนนบ้านเราก็จะน่าใช้มากขึ้น"

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ใช้รถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน

ในยุคไอเอ็มเอฟที่เศรษฐกิจของประเทศไทยตกสะเก็ดอยู่ในขณะนี้ แถมราคาน้ำมันก็ขยับเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีก เราจึงมี
เคล็ด (ไม่) ลับในการช่วยท่านประหยัดน้ำมันมาฝากท่านทราบหรือไม่ว่าการขับรถอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ท่านประหยัดและลดภาระค่าใช้จ่ายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังจะเป็นการรักษารถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วย สำหรับวิธีการใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน มีดังนี้



1. อย่าขับรถเร็ว การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์

2. อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆก็สึกหรอมากเช่นกัน

3. ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ

4. คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่างๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆไม่ใช่เมื่อใกล้แล้วจึงค่อยลดความเร็ว

5. กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียวกัน เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน

6. มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ขับไปโดยไร้จุดหมาย

7. ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง

8. นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย

9. การอุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า ควรอุ่นเครื่องประมาณ 1-2นาทีก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อม ที่จะทำงานในวันนั้น การอุ่นเครื่องจะทำให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น ถ้าออกรถอย่างนิ่มนวลไม่รุนแรงก็ไม่ต้อง อุ่นเครื่องก็ได้

10.ควรใช้เครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็นการใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย

11.ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเช่นกันถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ

12.ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนดต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน

13.หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

14.อย่าบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดรถยนต์ในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกินจะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นและมีการสึกหรอสูงกว่าปกติ

15.อย่าลืมปลดเบรกมือ ถ้าในรถยนต์รุ่นเก่า เมื่อปลดเบรกมือรถยนต์ก็วิ่งออกไปได้แต่จะมีความฝืดมากกว่า ปกติถ้าขับไปเรื่อยๆ จะทำให้เบรกเสียได้ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น แต่ในรถยนต์คู่มือมาตรฐานสำหรับคนมีรถรุ่นใหม่ (กรังปรีดิ์ เรียบเรียง) ถ้าลืมปลดเบรกมือ รถยนต์จะไม่วิ่งต้องปล่อยเบรกมือเสียก่อนจึงจะวิ่ง อย่าลากเกียร์โดยไม่จำเป็น ควรเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะและรอบความเร็วในการใช้งานนั้น เพราะการลากเกียร์นานๆ จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก กินน้ำมันมากขึ้น

16.เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มาและการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก

17.อย่าบรรทุกสิ่งของบนหลังคาโดยไม่จำเป็น เพราะจะเกิดแรงต้าน

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การดูแลรถในช่วงฤดูฝน



การดูแลรถในช่วงหน้าฝนนี้โดยเฉพาะการขับขี่รถยามฝนตกหรือในช่วงฤดูฝน อาจทำให้เกิดปัญหาได้หลายอย่าง ทำให้ผู้ใช้รถไม่สามารถ
ใช้ความเร็วได้ตามที่ต้องการ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเกิดจากสภาพเส้นทางที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ทำให้ผิว
จราจรเกิดการลื่นไหลหรือทำให้ความสามารถในการควบคุมรถลดน้อยลง บางครั้งอาจทำให้รถเสียการทรงตัวได้ง่ายซึ่งเราจะเห็นกันอยู่บ่อย ๆ
ว่าจะมีอุบัติเหตุได้ง่ายในช่วงที่ฝนตกและทัศนะวิสัยในการมองเห็นการควบคุมรถให้มีเสถียรภาพในการขับขี่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงและ
ไม่ละเลยที่จะดูแลรถให้พร้อมใช้งานได้ดีในช่วงฤดูนี้ความพร้อมของรถรวมถึงการมองเห็นได้อย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ทำให้ผู้ใช้รถห่าง
ไกลจากการเกิดอุบัติเหตุโดยบางครั้งการเกิดอุบัติเหตุก็อาจเกิดจากความประมาทที่ไม่ได้ให้ความระมัดระวังที่ดีเท่าที่ควรจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
ขึ้นหรืออาจจะเรียกว่าสายเกินไปและไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้หากผู้ใช้รถได้ดูแลเอาใจใส่หรือยอมเสียเวลาสักเล็กน้อย ก็จะช่วยให้รถมี
สมรรถนะหรือทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการขับขี่รวมถึงความสะดวกมากขึ้นทำให้การขับขี่นั้นมีความปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนหลัก ๆ
ในการดูแลรถหน้าฝนก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของสมรรถนะของรถส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่ง คือ ทัศนะวิสัยในการขับขี่เองที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่าง
มากขณะขับขี่

ด้านสมรรถนะของรถ


ในช่วงฤดูฝนคงต้องดูเรื่องของเบรกล้อและยางเป็นหลักที่จำเป็นต้องมีสภาพที่ดีพอสมควรระบบเบรกก็ควรตรวจสอบให้มีการทำงานที่ดี
สภาพของผ้าเบรกควรเป็นผ้าเบรกที่มีคุณภาพให้การเบรกที่ให้ความมั่นใจสามารถหยุดรถได้ตามความเหมาะสมหากพบว่าระบบเบรกยังไม่ดี
พอหรือเบรกไม่ค่อยอยู่เบรกแล้วมีอาการดึงไปด้านใดด้านหนึ่งก็ควรรีบทำการตรวจสอบโดยเร็ว เพราะหากพื้นผิวถนนที่เปียกอาจทำให้การเบรก
แย่ลงไปอีก และส่วนที่สำคัญในเรื่องสมรรถนะอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของยางรถยนต์ที่เหลือน้อยจนไม่สามารถยึดเกาะได้ดีเพียงพอ ก็จะทำให้
ประสิทธิภาพของการหยุดรถด้อยลงไปอย่างมากแม้ว่าจะมีระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพดีก็ตาม

ยางรถยนต์


ยางรถยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 4 ปีเนื้อของยางจะเสื่อมสภาพความยืดหยุ่นของยางลดน้อยลงประสิทธิภาพการเกาะถนนก็จะลดลงตามไปด้วย
เนื่องจากเนื้อยางนั้นแข็งเกินไปอาจเกิดการลื่นไหลได้เมื่อมีการเบรกที่ค่อนข้างแรงความสูงของดอกยางควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 มม. เป็น
อย่างดอกยางมีความสูงน้อยประสิทธิภาพในการรีดน้ำได้หากดอกยางมีความสูงน้อยประสิทธิภาพในการรีดน้ำจะลดลงอย่างมาก อาจทำให้เกิด
การเหินน้ำได้ในกรณีที่วิ่งผ่านถนนที่มีน้ำเจิ่งนองทำให้รถเสียการทรงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง การเติมแรงดันของลมยาง
ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมก็ทำให้รถมีสมรรถนะในการเกาะที่ไม่ดีเท่าที่ควรดังนั้นควรตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องจะทำให้ความสามารถในการรีดน้ำ
ของยางดีขึ้นช่วยลดอาการเหินน้ำได้อีกด้วยในส่วนของเรื่องทัศนะวิสัยในการขับขี่โดยหลักใหญ่ ๆ ก็เป็นเรื่องของระบบปัดน้ำฝน และระบบ
ไฟส่องสว่างที่เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ไม่ควรละเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้รถในหน้าฝนซึ่งมีรายละเอียดที่ควรทำความเข้าใจและดูแลให้ดี
อยู่เสมอ

ระบบปัดน้ำฝน


ระบบปัดน้ำฝนเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอยู่บ่อย ๆ เมื่อถึงฤดูฝนรวมทั้งต้องตอกย้ำให้ดูแลกันอย่างจริงจังเนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่ม
ทัศนะวิสัยของการขับขี่ขณะฝนตกซึ่งส่วนใหญ่มักจะละเลยและนึกไม่ถึงกว่าจะมาเห็นความสำคัญก็ตอนที่เจอฝนซึ่งถือว่าสายเกินไปแล้วก็ได้
ส่วนประกอบของระบบปัดน้ำฝนหลัก ๆ คือ มอเตอร์ปัดน้ำฝนและระบบฉีดน้ำปัดน้ำฝนที่ควรมีการทำงานที่สมบูรณ์ โดยผู้ใช้รถควรตรวจเช็คการ
ทำงานของ มอเตอร์ ว่ามีการทำงานตามจังหวะการปัดหรือไม่ หากพบว่าความเร็วในการปัดไม่ถูกต้องหรือขาดจังหวะหนึ่งจังหวะใดก็ตาม ควรให้
ช่างรีบแก้ไขให้เพราะบางครั้งเมื่อต้องเจอกับสภาพฝนที่ตกหนักมาก ๆการปัดที่ไม่เร็วพอจะทำให้การมองเห็นด้านหน้าไม่ชัดเจน

ก้านปัดน้ำฝน


ก้านปัดน้ำฝนเป็นส่วนที่ถูกละเลยมากที่สุดทั้งๆที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นตัวรับหน้าที่ถ่ายกำลังจากมอเตอร์และเป็นตัวกดให้ยางปัด
น้ำฝนแนบไปกับกระจกได้ดีควรตรวจดูจุดหมุนการยึดกับแกนปัดน้ำฝนที่ควรจะถูกล็อกไว้ให้แน่น

ยางปัดน้ำฝน

ยางปัดน้ำฝนมีหน้าที่กวาดน้ำออกจากกระจกซึ่งอาจมีความสั้นยาวไม่เท่ากันในแต่ละรุ่นบ้างก็มีความยาวไม่เท่ากันด้านซ้ายและด้านขวา
ทั้งนี้ก็เพื่อให้แนบกับส่วนโค้งของกระจกที่ดีนั่นเอง ยางปัดน้ำฝนควรมีสภาพที่ดีสามารถรีดน้ำออกจากกระจกหน้ารถได้ดี ไม่ก่อให้เกิดเสียงขณะ
ปัด ไม่แข็งกระด้าง สามารถปัดได้เกลี้ยงเกลาหากพบว่าการปัดไม่เกลี้ยงยางมีรอดขาด ปัดเรียบเป็นบางช่วงก็ควรเปลี่ยนเสีย การเลือกซื้อใบ
ปัดน้ำฝน อย่าเห็นแก่ของถูกอย่างเดียวเพราะเมื่อเป็นของถูกคุณภาพก็ย่อมด้อยลงไปด้วย ทำให้การปัดและอายุการใช้งานนั้นน้อยลง ตัวบั่น
ทอนสภาพใบปัดน้ำฝนคือการปัดน้ำฝนตอนที่มีฝุ่น หรือ โคลน เกาะแน่นอยู่ที่กระจกทำให้ยางปัดน้ำฝนเสียหายได้ง่าย ดังนั้น การฉีดน้ำล้าง
กระจกเพื่อให้ฝุ่นที่เกาะอยู่นั้นเปียกนุ่มหรืออ่อนตัวลงจะช่วยลดความฝืดและลดความเสียหายที่อาจทำให้ฉีกชำรุดรวมทั้งยังลดรอยที่เกิดจาก
การปัดที่กระจกได้อีกด้วย

ระบบน้ำฉีดน้ำฝน

ระบบน้ำฉีดน้ำฝนก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนะวิสัยที่ดีขึ้นดังนั้นควรตรวจเกปรับตั้งรูน้ำฉีดกระจกให้ได้
ตำแหน่งที่เหมาะสมซึ่งควรอยู่บริเวณกลางของกระจกหน้ารถหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำในกระป๋องน้ำฉีดกระจกให้เต็มอยู่เสมอ หากเป็นไปได้ควร
เติมน้ำยาฉีดกระจกโดยเฉพาะลงในกระป๋องน้ำฉีดกระจกเพื่อเป็นการขจัดคราบต่างๆ ให้ง่ายขึ้นเช่นคราบแมลงขณะขับขี่ยามค่ำคืน รวมทั้งทำ
ให้น้ำไม่เกาะที่กระจกได้ง่าย การทำให้เกิดทัศนะวิสัยที่ดีอีกส่วนหนึ่งในการขับรถหน้าฝน คือระบบไฟส่องสว่างที่ผู้ใช้รถไม่ควรละเลยที่จะตรวจ
เช็คระบบไฟส่องสว่างมีการทำงานครบถ้วนและถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะไฟรถด้านหน้าและไฟต่างๆ ที่ด้านหลัง นั่นหมายถึง ไฟต่ำ ไฟสูง
ไฟเบรก ไฟตัดหมอกหน้า ไฟตัดหมอกหลัง ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ซึ่งไฟทุกดวงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความสว่างของไฟหน้าและ
ระดับความสูงต่ำของไฟนั้นก็ควรปรับตั้งให้ถูกตำแหน่ง เพื่อให้ทั้งผู้ขับและผู้ร่วมใช้ถนนมองเห็นเราอย่างชัดเจน หากพบว่าไฟดวงใดดวงหนึ่งไม่
ทำงานหรือทำงานไม่สมบูรณ์ ก็ควรให้ช่างรีบแก้ไขโดยเร็ว เพราะเป็นส่วนที่สำคัญในการเดินทางในช่วงฝนตกรวมทั้งการขับขี่ในยามค่ำคืน


การดูแลรถยนต์ให้พร้อมในช่วงฤดูฝนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และควรตรวจสอบให้พร้อมอยู่เสมอ ควรรีบแก้ไขโดยเร็ว หากพบว่าระบบใดบกพร่อง
ไม่ควรละเลยหรือประมาท เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงที่สำคัญอีกอย่าง คือ ตัวผู้ขับขี่เองที่ต้องมีความระมัดระวังในการขับขี่ในช่วง
หน้าฝนมากกว่าปกติ รวมถึงการเตรียมพร้อมอยู่เสมอจะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้เกิดความมั่นใจ ความสะดวกสบายในการขับขี่ในทุกสภาวะ
ดั่งใจต้องการ

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ดูแลรถติดก๊าซ

รักจะใช้เชื้อเพลิงระบบก๊าซก็ต้องรู้จักดูแลให้ถูกต้องด้วยนะ และนี่คือบางเรื่องที่ควรใส่ใจสำหรับรถติดก๊าซ



กรองอากาศ หากใช้ระบบดูดควรทำความสะอาดทุก ๆ สัปดาห์ เนื่องด้วยหากกรองอากาศตัน เครื่องยนต์พยายามที่จะดูดอากาศเข้าไปไม่ได้ก็จะไปดูดก๊าซแทน ทำให้ส่วนผสมระหว่างก๊าซกับอากาศผิดไปทำให้เปลืองก๊าซมากขึ้น และอาจทำให้เครื่องยนต์ดับได้เมื่อเหยียบเบรกหรือชะลอความเร็ว


หัวเทียน หากหัวเทียนเสื่อมสภาพจะทำให้เครื่องยนต์เดินได้ไม่เรียบเวลาเดินเบา หรืออาจเกิด Back Fire ได้ ซึ่งอันตรายมาก จึงควรเปลี่ยนหัวเทียนตามอายุการใช้งาน


การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หาก ใช้น้ำมันเครื่องเกรดเดิมที่เคยใช้อยู่ ก็ลดระยะทางในการเปลี่ยนถ่ายลงสักหน่อย เช่น เคยเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กม. ก็ลดลงมาให้เหลือสัก 4,000 กม. เนื่องจากเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ก๊าซจะเกิดกรดมากกว่าการเผาไหม้ด้วยน้ำมัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมและเกิดการเสียหายกับเครื่องยนต์ก็ควรเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องให้บ่อยขึ้น แต่หากใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติดีกว่าเดิมก็สามารถเปลี่ยนถ่ายตามระยะ ปกติที่เคยทำได้


ระบบน้ำหล่อเย็น ควร ตรวจดูให้บ่อยขึ้น เนื่องด้วยอาจมีการรั่วตามจุดที่ติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซได้ และที่สำคัญความร้อนจากการเผาไหม้ก๊าซจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อย ทำให้น้ำระเหยได้เร็วขึ้นด้วย


การรั่วของระบบก๊าซ อันนี้ถ้าทำได้บ่อยก็จะดีมาก โดยทุก 3 เดือนควรมีการตรวจเช็กระบบก๊าซกันสักครั้ง


ปรับจูนการทำงานของหม้อต้ม เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นไปอย่างดีอยู่เสมอ ควรมีการปรับจูนระบบก๊าซอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น