วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย นิสัยใหม่ที่ฝึกได้
หลายคนขับรถ "เป็น" แต่น้อยคนนักจะขับรถได้ "ถูกต้อง" อุบัติเหตุจึงยังคงเกิดขึ้นเสมอ
หลังจาก ฟอร์ด ประเทศไทย จัดโครงการ “Driving Skills for Life - ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” โดยในปีที่ผ่านมามีผู้ให้ความสนใจสมัครเข้าอบรมอย่างล้นหลาม ซึ่งร้อยละ 60 เป็นผู้หญิง สะท้อนให้เห็นว่าในสังคมไทยการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากภาครัฐอย่างเดียวไม่ เพียงพอ
โครงการนี้จึงจัดต่อเนื่องเป็นปี 2 เพื่อแนะวิธีการขับรถให้ถูกวิธีและปลอดภัย พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อการใช้รถอย่างถูกต้อง และเทคนิคขับรถอย่างไรให้ประหยัด ไว้อย่างน่าสนใจ โดยครั้งนี้ได้นำ คณะสื่อมวลชน เดินทางไปทดสอบที่สนามบริดสโตน ยัง
มี วิทยากรรับเชิญ ผู้เป็นกูรูด้านยานยนต์อย่าง ยุทธพงษ์ ภาษี ที่ตอนนี้ไปไหนมาไหน ก็ถูกร้องเรียกว่า "ครูกุ้ง" ได้ให้ความรู้ถึงการขับรถไว้อย่างน่าสนใจ
ครูกุ้งบอกว่า สิ่งที่นักขับที่ดีควรทำเสมอ นอกจากร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมแล้ว คือการปรับทัศนคติในเรื่องของการขับขี่ใหม่ เช่น ไม่ควรขับรถระยะกระชั้นชิด แต่ควรรักษาระยะห่างจากคันหน้าในระยะปลอดภัย หมายถึงใน 3 วินาที จึงจะทำให้สามารถเบรกหรือหยุดรถทัน มองกระจกบ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่บอดของรถ ซึ่งกระจกและระดับสายตาของผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นได้
นอกจากนี้ ควรมองหาทางออกเสมอ พยายามอยู่ในพื้นที่ว่าง อย่าใกล้หรือชิดรถคันอื่นมากเกินไปจนไม่มีทางออก รู้จักถนน และสังเกตป้ายจราจรต่างๆ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
"นักขับที่ดีควรรู้จักการใช้อุปกรณ์ในรถเพื่อ ความปลอดภัยให้เป็น และเรียนรู้ว่าทำงานอย่างไร พร้อมเตรียมวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ระบบเบรก ABS เมื่อใช้ควรเหยียบเบรกแรงๆ ทีเดียวแล้วค้างไว้ เพื่อให้ระบบทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับในกรณีฉุกเฉินอย่างมีรถตัดหน้าจะได้ไม่ตกใจและควบคุมรถได้ปกติไม่ลื่นไถล"
นอกจากระบบเบรก ABS หรือ Antilock Braking System แล้ว ครูกุ้งยังอธิบายถึงระบบ ESP (Electronic Stability Program) จะช่วยชดเชยและปรับสภาพให้รถทรงตัวอยู่ในสภาวะปกติทันที ในกรณีรถเกิดสไลด์ออกซ้ายหรือขวาเมื่อขับรถบนถนนเปียกลื่น
"การจับพวงมาลัยให้ถูกต้องในกรณีฉุกเฉินเกิดอันเดอร์สเตียร์ (Understeer) หรืออาการหน้าดื้อโค้ง ท้ายจะสะบัดออกไปทางด้านข้าง ในขณะที่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง วิธีแก้ไขคือผ่อนคันเร่งคืนพวงมาลัยและค่อยๆ หมุนกลับไปใหม่"
ครูกุ้งย้ำว่า การเปลี่ยนช่องทางเดินรถฉุกเฉิน กรณีเมื่อมีอะไรตัดหน้าจะทำให้ไม่มีโอกาสเบรกทันที ดังนั้น ไม่ควรตกใจ ควรหักหลบและควบคุมรถให้อยู่ในเลนก่อนที่จะเบรกรถเพื่อหยุด
หลังจากเลกเชอร์ภาคทฤษฎีกันแล้ว ครูกุ้งและทีมผู้สอนระดับเกจิ พาคณะลูกศิษย์ (เฉพาะกิจ) ไปทดสอบการขับ โดย "ฟอร์ด" ยกรถให้ทดลองขับไปถึงเขาใหญ่ แต่ก่อนปล่อยรถ ยังได้ยินครูย้ำเตือนผ่านโทรโข่งอีกครั้งว่า
"สิ่งที่ผู้อบรมต้องทำเป็นอันดับแรก คือ จะต้องเปิดใจเชื่อและยอมรับ ก่อนจะนำไปทดลองและปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ และหมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยแล้วใช้เวลาขับประมาณ 16,000 กิโลเมตร จะเกิดเป็นนิสัยใหม่ในการขับรถที่ดีติดตัวไปตลอด นั่นหมายความว่าคุณจะมีความปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง"
สำหรับโครงการ “Driving Skills for Life - ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” จะจัดครั้งต่อไปในกรุงเทพฯ วันที่ 18-19 กรกฎาคม และ 8-9 สิงหาคม รวมทั้งจะโรดโชว์ต่อไปที่ จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ และปิดท้ายที่ จ.กำแพงเพชร ในเดือนตุลาคมนี้ สนใจร่วมเข้ารับการอบรมได้ที่ฟอร์ดคอลเซ็นเตอร์ โทร. 0-2686-5899 หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซต์ www.drivingskillsforlife.com
ดวงกมล อิศรพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย บอกว่า “อุบัติเหตุบนท้องถนนมีสาเหตุหลักจากผู้ขับขี่มากกว่าปัญหาจากตัวรถถึง 90% ในประเทศไทยอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 แท้จริงแล้วอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นเราสามารถป้องกันและลดจำนวนได้ ดังนั้น ฟอร์ด จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น เพื่ออบรมส่งเสริมการขับรถให้ถูกวิธีและปลอดภัย พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อการใช้รถอย่างถูกต้อง และแนะเทคนิคขับรถอย่างไรให้ประหยัด ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ"
ด้าน ภณ สงวนศิริ วิทยากรร่วมบรรยาย แนะนำว่า อันดับแรกเมื่อขึ้นรถนอก จากร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมแล้ว คือ การปรับเบาะที่นั่งให้เหมาะสมสะโพกชิดที่นั่งหลังตรง และคาดเข็มขัดนิรภัยให้พาดช่วงไหปลาร้าและกระดูกเชิงกราน พร้อมสำรวจความพร้อมเรื่องของกระจกเพื่อทัศนวิสัยที่ดี สัญญาณไฟบนแผงหน้าปัดรถ ระบบเบรกทำงานปกติ จับพวงมาลัยในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา เวลาขับรถควรสังเกตสภาพการจราจรเสมอ
"การขับขี่ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาทีด้วยเกียร์ที่เหมาะสม และไม่ควรบรรทุกของหนัก เพราะการบรรทุกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุก 20 กิโลเมตร รถจะกินน้ำมันเพิ่มขึ้น 1%”
ด้านนักข่าวที่ร่วมโครงการ อย่าง "เต้" สารัตน์ น้อยคล้าย บอกความรู้สึกว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้รถทุก วัน และมีหลายอย่างที่เมื่ออบรมถึงรู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิด เช่นเรื่องง่ายๆ อย่างการจับพวงมาลัย หรือท่านั่ง นอกจากนั้น ก็ระวังในเรื่องการขับรถไม่ ชิดคันหน้าเกินไป ซึ่งใครมาชิดเรา มาจี้เรา เราเองก็ไม่ชอบเหมือนกัน มีหลายเรื่องที่ผมเพิ่งได้รู้ เช่น การทำงานของระบบ ABS เทคนิคการเข้าโค้ง หรือวิธีการแก้ปัญหาเมื่อฉุกเฉิน ส่วนตัวผมในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่งมองว่า จะดีมากเลยถ้ามีการเผยแพร่ความรู้ในการขับรถที่ถูกต้องและปลอดภัยอย่างนี้ให้กว้างขวาง"
ส่วน "เหมียว" วรจรรย์ แสงเงิน บอกคล้ายกันว่าได้ความรู้จากโครงการนี้อย่างมากมาย
"จริงๆ เคยเรียนขับรถมา ก่อน แต่ที่นั่นเขาจะสอนให้เราขับเป็นเพื่อสอบผ่าน ไม่ได้สอนว่าขับยังไงให้ออกถนนได้ พอได้มาฝึกรู้เลยว่ามีหลายเรื่องที่เรามองข้าม เช่น นั่งเบาะหลังก็ควรต้องคาดเข็มขัดนิรภัย นอกจากนั้นยังมีเรื่องของเทคนิคการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนตัวมองว่าแม้เราจะเป็นผู้หญิง ถ้ามีโอกาสอยากให้ศึกษาหาความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างถูกต้องปลอดภัย เพราะผู้ชายไม่ได้อยู่ช่วยเราตลอด และถ้าทุกคนขับรถดี ถนนบ้านเราก็จะน่าใช้มากขึ้น"
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ใช้รถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน
ในยุคไอเอ็มเอฟที่เศรษฐกิจของประเทศไทยตกสะเก็ดอยู่ในขณะนี้ แถมราคาน้ำมันก็ขยับเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีก เราจึงมี
เคล็ด (ไม่) ลับในการช่วยท่านประหยัดน้ำมันมาฝากท่านทราบหรือไม่ว่าการขับรถอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ท่านประหยัดและลดภาระค่าใช้จ่ายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังจะเป็นการรักษารถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วย สำหรับวิธีการใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน มีดังนี้
1. อย่าขับรถเร็ว การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์
2. อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆก็สึกหรอมากเช่นกัน
3. ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ
4. คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่างๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆไม่ใช่เมื่อใกล้แล้วจึงค่อยลดความเร็ว
5. กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียวกัน เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน
6. มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ขับไปโดยไร้จุดหมาย
7. ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง
8. นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย
9. การอุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า ควรอุ่นเครื่องประมาณ 1-2นาทีก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อม ที่จะทำงานในวันนั้น การอุ่นเครื่องจะทำให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น ถ้าออกรถอย่างนิ่มนวลไม่รุนแรงก็ไม่ต้อง อุ่นเครื่องก็ได้
10.ควรใช้เครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็นการใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย
11.ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเช่นกันถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ
12.ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนดต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน
13.หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น
14.อย่าบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดรถยนต์ในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกินจะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นและมีการสึกหรอสูงกว่าปกติ
15.อย่าลืมปลดเบรกมือ ถ้าในรถยนต์รุ่นเก่า เมื่อปลดเบรกมือรถยนต์ก็วิ่งออกไปได้แต่จะมีความฝืดมากกว่า ปกติถ้าขับไปเรื่อยๆ จะทำให้เบรกเสียได้ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น แต่ในรถยนต์คู่มือมาตรฐานสำหรับคนมีรถรุ่นใหม่ (กรังปรีดิ์ เรียบเรียง) ถ้าลืมปลดเบรกมือ รถยนต์จะไม่วิ่งต้องปล่อยเบรกมือเสียก่อนจึงจะวิ่ง อย่าลากเกียร์โดยไม่จำเป็น ควรเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะและรอบความเร็วในการใช้งานนั้น เพราะการลากเกียร์นานๆ จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก กินน้ำมันมากขึ้น
16.เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มาและการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก
17.อย่าบรรทุกสิ่งของบนหลังคาโดยไม่จำเป็น เพราะจะเกิดแรงต้าน
เคล็ด (ไม่) ลับในการช่วยท่านประหยัดน้ำมันมาฝากท่านทราบหรือไม่ว่าการขับรถอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ท่านประหยัดและลดภาระค่าใช้จ่ายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังจะเป็นการรักษารถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วย สำหรับวิธีการใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน มีดังนี้
1. อย่าขับรถเร็ว การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์
2. อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆก็สึกหรอมากเช่นกัน
3. ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ
4. คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่างๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆไม่ใช่เมื่อใกล้แล้วจึงค่อยลดความเร็ว
5. กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียวกัน เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน
6. มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ขับไปโดยไร้จุดหมาย
7. ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง
8. นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย
9. การอุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า ควรอุ่นเครื่องประมาณ 1-2นาทีก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อม ที่จะทำงานในวันนั้น การอุ่นเครื่องจะทำให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น ถ้าออกรถอย่างนิ่มนวลไม่รุนแรงก็ไม่ต้อง อุ่นเครื่องก็ได้
10.ควรใช้เครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็นการใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย
11.ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเช่นกันถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ
12.ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนดต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน
13.หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น
14.อย่าบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดรถยนต์ในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกินจะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นและมีการสึกหรอสูงกว่าปกติ
15.อย่าลืมปลดเบรกมือ ถ้าในรถยนต์รุ่นเก่า เมื่อปลดเบรกมือรถยนต์ก็วิ่งออกไปได้แต่จะมีความฝืดมากกว่า ปกติถ้าขับไปเรื่อยๆ จะทำให้เบรกเสียได้ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น แต่ในรถยนต์คู่มือมาตรฐานสำหรับคนมีรถรุ่นใหม่ (กรังปรีดิ์ เรียบเรียง) ถ้าลืมปลดเบรกมือ รถยนต์จะไม่วิ่งต้องปล่อยเบรกมือเสียก่อนจึงจะวิ่ง อย่าลากเกียร์โดยไม่จำเป็น ควรเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะและรอบความเร็วในการใช้งานนั้น เพราะการลากเกียร์นานๆ จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก กินน้ำมันมากขึ้น
16.เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มาและการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก
17.อย่าบรรทุกสิ่งของบนหลังคาโดยไม่จำเป็น เพราะจะเกิดแรงต้าน
วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554
การดูแลรถในช่วงฤดูฝน
การดูแลรถในช่วงหน้าฝนนี้โดยเฉพาะการขับขี่รถยามฝนตกหรือในช่วงฤดูฝน อาจทำให้เกิดปัญหาได้หลายอย่าง ทำให้ผู้ใช้รถไม่สามารถ
ใช้ความเร็วได้ตามที่ต้องการ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเกิดจากสภาพเส้นทางที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ทำให้ผิว
จราจรเกิดการลื่นไหลหรือทำให้ความสามารถในการควบคุมรถลดน้อยลง บางครั้งอาจทำให้รถเสียการทรงตัวได้ง่ายซึ่งเราจะเห็นกันอยู่บ่อย ๆ
ว่าจะมีอุบัติเหตุได้ง่ายในช่วงที่ฝนตกและทัศนะวิสัยในการมองเห็นการควบคุมรถให้มีเสถียรภาพในการขับขี่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงและ
ไม่ละเลยที่จะดูแลรถให้พร้อมใช้งานได้ดีในช่วงฤดูนี้ความพร้อมของรถรวมถึงการมองเห็นได้อย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ทำให้ผู้ใช้รถห่าง
ไกลจากการเกิดอุบัติเหตุโดยบางครั้งการเกิดอุบัติเหตุก็อาจเกิดจากความประมาทที่ไม่ได้ให้ความระมัดระวังที่ดีเท่าที่ควรจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
ขึ้นหรืออาจจะเรียกว่าสายเกินไปและไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้หากผู้ใช้รถได้ดูแลเอาใจใส่หรือยอมเสียเวลาสักเล็กน้อย ก็จะช่วยให้รถมี
สมรรถนะหรือทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการขับขี่รวมถึงความสะดวกมากขึ้นทำให้การขับขี่นั้นมีความปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนหลัก ๆ
ในการดูแลรถหน้าฝนก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของสมรรถนะของรถส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่ง คือ ทัศนะวิสัยในการขับขี่เองที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่าง
มากขณะขับขี่
ด้านสมรรถนะของรถ
ในช่วงฤดูฝนคงต้องดูเรื่องของเบรกล้อและยางเป็นหลักที่จำเป็นต้องมีสภาพที่ดีพอสมควรระบบเบรกก็ควรตรวจสอบให้มีการทำงานที่ดี
สภาพของผ้าเบรกควรเป็นผ้าเบรกที่มีคุณภาพให้การเบรกที่ให้ความมั่นใจสามารถหยุดรถได้ตามความเหมาะสมหากพบว่าระบบเบรกยังไม่ดี
พอหรือเบรกไม่ค่อยอยู่เบรกแล้วมีอาการดึงไปด้านใดด้านหนึ่งก็ควรรีบทำการตรวจสอบโดยเร็ว เพราะหากพื้นผิวถนนที่เปียกอาจทำให้การเบรก
แย่ลงไปอีก และส่วนที่สำคัญในเรื่องสมรรถนะอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของยางรถยนต์ที่เหลือน้อยจนไม่สามารถยึดเกาะได้ดีเพียงพอ ก็จะทำให้
ประสิทธิภาพของการหยุดรถด้อยลงไปอย่างมากแม้ว่าจะมีระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพดีก็ตาม
ยางรถยนต์
ยางรถยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 4 ปีเนื้อของยางจะเสื่อมสภาพความยืดหยุ่นของยางลดน้อยลงประสิทธิภาพการเกาะถนนก็จะลดลงตามไปด้วย
เนื่องจากเนื้อยางนั้นแข็งเกินไปอาจเกิดการลื่นไหลได้เมื่อมีการเบรกที่ค่อนข้างแรงความสูงของดอกยางควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 มม. เป็น
อย่างดอกยางมีความสูงน้อยประสิทธิภาพในการรีดน้ำได้หากดอกยางมีความสูงน้อยประสิทธิภาพในการรีดน้ำจะลดลงอย่างมาก อาจทำให้เกิด
การเหินน้ำได้ในกรณีที่วิ่งผ่านถนนที่มีน้ำเจิ่งนองทำให้รถเสียการทรงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง การเติมแรงดันของลมยาง
ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมก็ทำให้รถมีสมรรถนะในการเกาะที่ไม่ดีเท่าที่ควรดังนั้นควรตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องจะทำให้ความสามารถในการรีดน้ำ
ของยางดีขึ้นช่วยลดอาการเหินน้ำได้อีกด้วยในส่วนของเรื่องทัศนะวิสัยในการขับขี่โดยหลักใหญ่ ๆ ก็เป็นเรื่องของระบบปัดน้ำฝน และระบบ
ไฟส่องสว่างที่เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ไม่ควรละเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้รถในหน้าฝนซึ่งมีรายละเอียดที่ควรทำความเข้าใจและดูแลให้ดี
อยู่เสมอ
ระบบปัดน้ำฝน
ระบบปัดน้ำฝนเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอยู่บ่อย ๆ เมื่อถึงฤดูฝนรวมทั้งต้องตอกย้ำให้ดูแลกันอย่างจริงจังเนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่ม
ทัศนะวิสัยของการขับขี่ขณะฝนตกซึ่งส่วนใหญ่มักจะละเลยและนึกไม่ถึงกว่าจะมาเห็นความสำคัญก็ตอนที่เจอฝนซึ่งถือว่าสายเกินไปแล้วก็ได้
ส่วนประกอบของระบบปัดน้ำฝนหลัก ๆ คือ มอเตอร์ปัดน้ำฝนและระบบฉีดน้ำปัดน้ำฝนที่ควรมีการทำงานที่สมบูรณ์ โดยผู้ใช้รถควรตรวจเช็คการ
ทำงานของ มอเตอร์ ว่ามีการทำงานตามจังหวะการปัดหรือไม่ หากพบว่าความเร็วในการปัดไม่ถูกต้องหรือขาดจังหวะหนึ่งจังหวะใดก็ตาม ควรให้
ช่างรีบแก้ไขให้เพราะบางครั้งเมื่อต้องเจอกับสภาพฝนที่ตกหนักมาก ๆการปัดที่ไม่เร็วพอจะทำให้การมองเห็นด้านหน้าไม่ชัดเจน
ก้านปัดน้ำฝน
ก้านปัดน้ำฝนเป็นส่วนที่ถูกละเลยมากที่สุดทั้งๆที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นตัวรับหน้าที่ถ่ายกำลังจากมอเตอร์และเป็นตัวกดให้ยางปัด
น้ำฝนแนบไปกับกระจกได้ดีควรตรวจดูจุดหมุนการยึดกับแกนปัดน้ำฝนที่ควรจะถูกล็อกไว้ให้แน่น
ยางปัดน้ำฝน
ยางปัดน้ำฝนมีหน้าที่กวาดน้ำออกจากกระจกซึ่งอาจมีความสั้นยาวไม่เท่ากันในแต่ละรุ่นบ้างก็มีความยาวไม่เท่ากันด้านซ้ายและด้านขวา
ทั้งนี้ก็เพื่อให้แนบกับส่วนโค้งของกระจกที่ดีนั่นเอง ยางปัดน้ำฝนควรมีสภาพที่ดีสามารถรีดน้ำออกจากกระจกหน้ารถได้ดี ไม่ก่อให้เกิดเสียงขณะ
ปัด ไม่แข็งกระด้าง สามารถปัดได้เกลี้ยงเกลาหากพบว่าการปัดไม่เกลี้ยงยางมีรอดขาด ปัดเรียบเป็นบางช่วงก็ควรเปลี่ยนเสีย การเลือกซื้อใบ
ปัดน้ำฝน อย่าเห็นแก่ของถูกอย่างเดียวเพราะเมื่อเป็นของถูกคุณภาพก็ย่อมด้อยลงไปด้วย ทำให้การปัดและอายุการใช้งานนั้นน้อยลง ตัวบั่น
ทอนสภาพใบปัดน้ำฝนคือการปัดน้ำฝนตอนที่มีฝุ่น หรือ โคลน เกาะแน่นอยู่ที่กระจกทำให้ยางปัดน้ำฝนเสียหายได้ง่าย ดังนั้น การฉีดน้ำล้าง
กระจกเพื่อให้ฝุ่นที่เกาะอยู่นั้นเปียกนุ่มหรืออ่อนตัวลงจะช่วยลดความฝืดและลดความเสียหายที่อาจทำให้ฉีกชำรุดรวมทั้งยังลดรอยที่เกิดจาก
การปัดที่กระจกได้อีกด้วย
ระบบน้ำฉีดน้ำฝน
ระบบน้ำฉีดน้ำฝนก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนะวิสัยที่ดีขึ้นดังนั้นควรตรวจเกปรับตั้งรูน้ำฉีดกระจกให้ได้
ตำแหน่งที่เหมาะสมซึ่งควรอยู่บริเวณกลางของกระจกหน้ารถหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำในกระป๋องน้ำฉีดกระจกให้เต็มอยู่เสมอ หากเป็นไปได้ควร
เติมน้ำยาฉีดกระจกโดยเฉพาะลงในกระป๋องน้ำฉีดกระจกเพื่อเป็นการขจัดคราบต่างๆ ให้ง่ายขึ้นเช่นคราบแมลงขณะขับขี่ยามค่ำคืน รวมทั้งทำ
ให้น้ำไม่เกาะที่กระจกได้ง่าย การทำให้เกิดทัศนะวิสัยที่ดีอีกส่วนหนึ่งในการขับรถหน้าฝน คือระบบไฟส่องสว่างที่ผู้ใช้รถไม่ควรละเลยที่จะตรวจ
เช็คระบบไฟส่องสว่างมีการทำงานครบถ้วนและถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะไฟรถด้านหน้าและไฟต่างๆ ที่ด้านหลัง นั่นหมายถึง ไฟต่ำ ไฟสูง
ไฟเบรก ไฟตัดหมอกหน้า ไฟตัดหมอกหลัง ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ซึ่งไฟทุกดวงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความสว่างของไฟหน้าและ
ระดับความสูงต่ำของไฟนั้นก็ควรปรับตั้งให้ถูกตำแหน่ง เพื่อให้ทั้งผู้ขับและผู้ร่วมใช้ถนนมองเห็นเราอย่างชัดเจน หากพบว่าไฟดวงใดดวงหนึ่งไม่
ทำงานหรือทำงานไม่สมบูรณ์ ก็ควรให้ช่างรีบแก้ไขโดยเร็ว เพราะเป็นส่วนที่สำคัญในการเดินทางในช่วงฝนตกรวมทั้งการขับขี่ในยามค่ำคืน
การดูแลรถยนต์ให้พร้อมในช่วงฤดูฝนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และควรตรวจสอบให้พร้อมอยู่เสมอ ควรรีบแก้ไขโดยเร็ว หากพบว่าระบบใดบกพร่อง
ไม่ควรละเลยหรือประมาท เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงที่สำคัญอีกอย่าง คือ ตัวผู้ขับขี่เองที่ต้องมีความระมัดระวังในการขับขี่ในช่วง
หน้าฝนมากกว่าปกติ รวมถึงการเตรียมพร้อมอยู่เสมอจะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้เกิดความมั่นใจ ความสะดวกสบายในการขับขี่ในทุกสภาวะ
ดั่งใจต้องการ
วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ดูแลรถติดก๊าซ
รักจะใช้เชื้อเพลิงระบบก๊าซก็ต้องรู้จักดูแลให้ถูกต้องด้วยนะ และนี่คือบางเรื่องที่ควรใส่ใจสำหรับรถติดก๊าซ
กรองอากาศ หากใช้ระบบดูดควรทำความสะอาดทุก ๆ สัปดาห์ เนื่องด้วยหากกรองอากาศตัน เครื่องยนต์พยายามที่จะดูดอากาศเข้าไปไม่ได้ก็จะไปดูดก๊าซแทน ทำให้ส่วนผสมระหว่างก๊าซกับอากาศผิดไปทำให้เปลืองก๊าซมากขึ้น และอาจทำให้เครื่องยนต์ดับได้เมื่อเหยียบเบรกหรือชะลอความเร็ว
หัวเทียน หากหัวเทียนเสื่อมสภาพจะทำให้เครื่องยนต์เดินได้ไม่เรียบเวลาเดินเบา หรืออาจเกิด Back Fire ได้ ซึ่งอันตรายมาก จึงควรเปลี่ยนหัวเทียนตามอายุการใช้งาน
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หาก ใช้น้ำมันเครื่องเกรดเดิมที่เคยใช้อยู่ ก็ลดระยะทางในการเปลี่ยนถ่ายลงสักหน่อย เช่น เคยเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กม. ก็ลดลงมาให้เหลือสัก 4,000 กม. เนื่องจากเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ก๊าซจะเกิดกรดมากกว่าการเผาไหม้ด้วยน้ำมัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมและเกิดการเสียหายกับเครื่องยนต์ก็ควรเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องให้บ่อยขึ้น แต่หากใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติดีกว่าเดิมก็สามารถเปลี่ยนถ่ายตามระยะ ปกติที่เคยทำได้
ระบบน้ำหล่อเย็น ควร ตรวจดูให้บ่อยขึ้น เนื่องด้วยอาจมีการรั่วตามจุดที่ติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซได้ และที่สำคัญความร้อนจากการเผาไหม้ก๊าซจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อย ทำให้น้ำระเหยได้เร็วขึ้นด้วย
การรั่วของระบบก๊าซ อันนี้ถ้าทำได้บ่อยก็จะดีมาก โดยทุก 3 เดือนควรมีการตรวจเช็กระบบก๊าซกันสักครั้ง
ปรับจูนการทำงานของหม้อต้ม เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นไปอย่างดีอยู่เสมอ ควรมีการปรับจูนระบบก๊าซอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น
กรองอากาศ หากใช้ระบบดูดควรทำความสะอาดทุก ๆ สัปดาห์ เนื่องด้วยหากกรองอากาศตัน เครื่องยนต์พยายามที่จะดูดอากาศเข้าไปไม่ได้ก็จะไปดูดก๊าซแทน ทำให้ส่วนผสมระหว่างก๊าซกับอากาศผิดไปทำให้เปลืองก๊าซมากขึ้น และอาจทำให้เครื่องยนต์ดับได้เมื่อเหยียบเบรกหรือชะลอความเร็ว
หัวเทียน หากหัวเทียนเสื่อมสภาพจะทำให้เครื่องยนต์เดินได้ไม่เรียบเวลาเดินเบา หรืออาจเกิด Back Fire ได้ ซึ่งอันตรายมาก จึงควรเปลี่ยนหัวเทียนตามอายุการใช้งาน
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หาก ใช้น้ำมันเครื่องเกรดเดิมที่เคยใช้อยู่ ก็ลดระยะทางในการเปลี่ยนถ่ายลงสักหน่อย เช่น เคยเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กม. ก็ลดลงมาให้เหลือสัก 4,000 กม. เนื่องจากเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ก๊าซจะเกิดกรดมากกว่าการเผาไหม้ด้วยน้ำมัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมและเกิดการเสียหายกับเครื่องยนต์ก็ควรเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องให้บ่อยขึ้น แต่หากใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติดีกว่าเดิมก็สามารถเปลี่ยนถ่ายตามระยะ ปกติที่เคยทำได้
ระบบน้ำหล่อเย็น ควร ตรวจดูให้บ่อยขึ้น เนื่องด้วยอาจมีการรั่วตามจุดที่ติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซได้ และที่สำคัญความร้อนจากการเผาไหม้ก๊าซจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อย ทำให้น้ำระเหยได้เร็วขึ้นด้วย
การรั่วของระบบก๊าซ อันนี้ถ้าทำได้บ่อยก็จะดีมาก โดยทุก 3 เดือนควรมีการตรวจเช็กระบบก๊าซกันสักครั้ง
ปรับจูนการทำงานของหม้อต้ม เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นไปอย่างดีอยู่เสมอ ควรมีการปรับจูนระบบก๊าซอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น
วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เทคนิคการขับรถขึ้นเขา
พื้นที่ทั่วไปบนเขาค้อ เป็นพื้นที่ราบบนภูเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเล 800-1000 เมตร ซึ่งอาจใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์มากกว่า 1500 ซีซี ขึ้นไปก็เพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวอย่างสบายๆ
แต่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบางแห่งที่มีความสูงมากขึ้น โดยเฉพาะ 3 จุดหลัก คือ 1. อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ 2.พระตำหนักเขาค้อ และ 3. ภูทับเบิก อาจต้องใช้กำลังของเครื่องยนต์มากขึ้น และต้องการผู้ขับขี่ที่มีความชำนาญพอสมควร จึงควรศึกษาหลักการคร่าวๆ สำหรับการขับรถขึ้น-ลง พื้นที่ลาดชัน เพื่อป้องกันความผิดพลาด และเพื่อเป็นการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ของรถท่านเอง
หลักการขับรถขึ้นเขาคร่าวๆ ซึ่งเป็นการแนะนำมาจาก คุณ alex_09 พอสรุปได้ดังนี้ครับ
* ควรใช้เกียร์ต่ำ ปรับเปลี่ยนเกียร์เมื่อรถเสียกำลังอย่าลากเกียร์จนหมดแรงส่ง ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ใช้เกียร์ 2 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ การขับให้ใช้เกียร์ช่วยตลอดทางเกียร์อัตโนมัติไม่พังง่ายๆ
* เมื่อขับลงเขาที่ลาดชันมากและยาวไกล ก่อนเข้าโค้งให้เปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D มา 2 ถ้า 2 ยังเอาไม่อยู่ให้เปลี่ยนมา L แต่อย่าเปลี่ยนเกียร์ขณะฝนตกทางลื่นรถจะเสียการทรงตัว การใช้เกียร์แต่ละเกียร์ควรดูสภาพทางเป็นหลักในการพิจารณา ส่วนเกียร์ธรรมดาการทำงานจะง่ายกว่า มีเกียร์ให้เล่น 5 ตำแหน่ง และมีคลัทช์ช่วยในการส่งกำลังไปยังล้อตามที่เราต้องการได้ทุกขณะ แต่เกียร์อัตโนมัติบางรุ่นจะทำงานไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นควรประเมินสภาพทางก่อนใช้เกียร์ดีที่สุด
* การขับเข้าโค้งธรรมดาหรือบนภูเขา ควรมองให้ไกลให้ลึกและให้คนนั่งข้างช่วยดูสภาพทางด้วย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้งวิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมาก ลูกปืนล้อมไม่ทำงานหนัก, ยางก็ไม่ล้มตัวมาก หน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมา สมมุติจะเข้าโค้งขวาก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลง หัดพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่ง แล้วหักพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้งให้กว้างขึ้น ใช้พื้นที่ถนนทุกตารางนิ้ว ถ้ารถจะเลี้ยวซ้ายก็ให้เลี้ยวทางขวานิดหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้าย การฝึกใหม่จะรู้สึกฝืนความรู้สึกบ้าง ถ้าขับชำนาญแล้วก็จะชินไปเอง
* การขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S มองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง ไม่มีรถสวนมาให้ถอนคันเร่งลง แล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับเป็นเส้นตรงที่สุด ง่ายไหม? ...ครับ แต่การขับรถลักษณะนี้ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางข้างหน้าหรือทัศนวิสัยไม่ดีควรขับเข้าทางโค้งธรรมดา อยู่ในทางของเราเอง
* การขับรถเข้าโค้งหักศอกขึ้นเขารูปฟันปลา การขับแบบนี้ต้องให้ผู้ช่วยดูรถด้านซ้ายด้วยโดยมองถนนด้านบนก่อนว่าไม่มีรถสวนลงมา กดแตรรถก่อนจะขับขึ้นไป หลักการขับก็เหมือนเข้าโค้งธรรมดา จะเลี้ยวซ้ายก็หักพวงมาลัยไปทางขวาก่อนแล้วหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเข้าโค้งเมื่อรถเข้าโค้งล้อหน้าจะเกิดแรงต้าน รถต้องใช้กำลังมาก ทำให้รถรถขับขึ้นได้ช้า ควรคืนพวงมาลัยกลับมาบ้าง และเร่งเครื่อง ทำแบบนี้เป็นจังหวะไปมาจนพ้นโค้ง การขับลงโค้งแบบนี้อย่าใช้ความเร็ว ควรลงช้าๆ ใช้เบรกช่วยชะลอความเร็วแต่อย่าเหยียบแรง ท้ายรถจะปัด ยิ่งหน้าฝนท้ารถจะปัดได้ง่าย ถ้าท้ายรถปัดรถจะเสียการทรงตัว ให้หักพวงมาลัยไปทิศทางท้ายรถ เช่น เลี้ยวซ้ายท้ายรถปัดไปทางขวาก็ให้หักพวงมาลัยไปทางขวา เมื่อรถทรงตัวได้แล้วบังคับให้บังคับรถไปในทิศทางที่ต้องการ ถ้าเอาไม่อยู่ให้เลือกทางภูเขาไว้ก่อน อย่าเลือกทางหน้าผาก็แล้วกัน
* การเพิ่มระยะทางการเบรก การเบรกรถกะทันหัน รถเราอาจไปชนรถข้างหน้า ควรเลี้ยวรถดึงพวงมาลัยไปทางไหล่ทาง หรือมีพื้นที่เพื่อเพิ่มระยะทางการเบรก
* การขับรถบนภูเขาที่มีทางคดเคี้ยวไปมาเป็นเวลานานๆ เมื่อถึงทางตรงลงเขายาวไกล อย่าขับเร็วเด็ดขาด คนขับส่วนมากจะขับเร็วรถมาก อันตรายมากนะครับทางแบบนี้ น้ำหนักรถ ความเร็ว ระยะทางถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีรถ, คน, ฯลฯ ขึ้นจากข้างทางหักหลบไม่พ้นแน่ ถึงจะหักหลบได้แต่รถต้องเกิดอะไรแน่นอน ไม่พลิกคว่ำ แหกข้างทางเข้าป่า หรือไม่ก็ชนรถที่วิ่งสวนมา
* การขับในทัศนวิสัยไม่ดี ทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควรเข้าโค้งแบบธรรมดา ต้องบีบแตรส่งสัญญาณทุกครั้งก่อนจะเข้าโค้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา เนื่องจากคนที่ขับรถเจ้าถิ่นบนภูเขาเป็นประจำจะขับรถตัดโค้ง
* ทางลูกรังหรือทางที่มีหินลอย ทางแบบนี้ถือได้ว่าเป็นทาง 'ปราบเซียน' กลิ้งกันมาหลายคันครับ การที่ล้อรถลอยตัวขณะวิ่งเข้าโค้งเราไม่สามารถบังคับได้อย่างที่ต้องการ และการที่เราไม่คุ้นเคยกับเส้นทางมาก่อนก็ไม่ควรขับรถด้วยความเร็ว
ข้อควรระวัง
1.ขณะขับรถขึ้นทางชันหรือขึ้นเขา ควรเร่งความเร็วให้สม่ำเสมอ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล แต่อย่าเบิ้ลอย่างรุนแรงนะครับ เพราะนอกจากความเร็วจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน ไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกด้วย
2. อย่าใช้เกียร์ว่างในขณะลงเนินชัน หรือลงเขาโดยเด็ดขาด!! เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรใช้เกียร์ต่ำ และค่อยๆปล่อยรถให้ไหลลงเนินตามรอบเครื่องยนต์ และอย่าลืมควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับเกียร์ ด้วยนะครับ
3. ควรใช้เกียร์ 1 หรือ เกียร์ 2 ในขณะขับรถขึ้นเขา เพราะถ้าใช้เกียร์ที่สูง อย่างเช่นเกียร์ 3, 4 หรือ 5 จะทำให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลังและแรงฉุดมากพอที่จะเคลื่อนที่ขึ้นเนินเขา นอกจากนี้ยังเป็นการผลาญน้ำมันโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
แต่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบางแห่งที่มีความสูงมากขึ้น โดยเฉพาะ 3 จุดหลัก คือ 1. อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ 2.พระตำหนักเขาค้อ และ 3. ภูทับเบิก อาจต้องใช้กำลังของเครื่องยนต์มากขึ้น และต้องการผู้ขับขี่ที่มีความชำนาญพอสมควร จึงควรศึกษาหลักการคร่าวๆ สำหรับการขับรถขึ้น-ลง พื้นที่ลาดชัน เพื่อป้องกันความผิดพลาด และเพื่อเป็นการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ของรถท่านเอง
หลักการขับรถขึ้นเขาคร่าวๆ ซึ่งเป็นการแนะนำมาจาก คุณ alex_09 พอสรุปได้ดังนี้ครับ
* ควรใช้เกียร์ต่ำ ปรับเปลี่ยนเกียร์เมื่อรถเสียกำลังอย่าลากเกียร์จนหมดแรงส่ง ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ใช้เกียร์ 2 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ การขับให้ใช้เกียร์ช่วยตลอดทางเกียร์อัตโนมัติไม่พังง่ายๆ
* เมื่อขับลงเขาที่ลาดชันมากและยาวไกล ก่อนเข้าโค้งให้เปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D มา 2 ถ้า 2 ยังเอาไม่อยู่ให้เปลี่ยนมา L แต่อย่าเปลี่ยนเกียร์ขณะฝนตกทางลื่นรถจะเสียการทรงตัว การใช้เกียร์แต่ละเกียร์ควรดูสภาพทางเป็นหลักในการพิจารณา ส่วนเกียร์ธรรมดาการทำงานจะง่ายกว่า มีเกียร์ให้เล่น 5 ตำแหน่ง และมีคลัทช์ช่วยในการส่งกำลังไปยังล้อตามที่เราต้องการได้ทุกขณะ แต่เกียร์อัตโนมัติบางรุ่นจะทำงานไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นควรประเมินสภาพทางก่อนใช้เกียร์ดีที่สุด
* การขับเข้าโค้งธรรมดาหรือบนภูเขา ควรมองให้ไกลให้ลึกและให้คนนั่งข้างช่วยดูสภาพทางด้วย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้งวิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมาก ลูกปืนล้อมไม่ทำงานหนัก, ยางก็ไม่ล้มตัวมาก หน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมา สมมุติจะเข้าโค้งขวาก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลง หัดพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่ง แล้วหักพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้งให้กว้างขึ้น ใช้พื้นที่ถนนทุกตารางนิ้ว ถ้ารถจะเลี้ยวซ้ายก็ให้เลี้ยวทางขวานิดหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้าย การฝึกใหม่จะรู้สึกฝืนความรู้สึกบ้าง ถ้าขับชำนาญแล้วก็จะชินไปเอง
* การขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S มองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง ไม่มีรถสวนมาให้ถอนคันเร่งลง แล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับเป็นเส้นตรงที่สุด ง่ายไหม? ...ครับ แต่การขับรถลักษณะนี้ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางข้างหน้าหรือทัศนวิสัยไม่ดีควรขับเข้าทางโค้งธรรมดา อยู่ในทางของเราเอง
* การขับรถเข้าโค้งหักศอกขึ้นเขารูปฟันปลา การขับแบบนี้ต้องให้ผู้ช่วยดูรถด้านซ้ายด้วยโดยมองถนนด้านบนก่อนว่าไม่มีรถสวนลงมา กดแตรรถก่อนจะขับขึ้นไป หลักการขับก็เหมือนเข้าโค้งธรรมดา จะเลี้ยวซ้ายก็หักพวงมาลัยไปทางขวาก่อนแล้วหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเข้าโค้งเมื่อรถเข้าโค้งล้อหน้าจะเกิดแรงต้าน รถต้องใช้กำลังมาก ทำให้รถรถขับขึ้นได้ช้า ควรคืนพวงมาลัยกลับมาบ้าง และเร่งเครื่อง ทำแบบนี้เป็นจังหวะไปมาจนพ้นโค้ง การขับลงโค้งแบบนี้อย่าใช้ความเร็ว ควรลงช้าๆ ใช้เบรกช่วยชะลอความเร็วแต่อย่าเหยียบแรง ท้ายรถจะปัด ยิ่งหน้าฝนท้ารถจะปัดได้ง่าย ถ้าท้ายรถปัดรถจะเสียการทรงตัว ให้หักพวงมาลัยไปทิศทางท้ายรถ เช่น เลี้ยวซ้ายท้ายรถปัดไปทางขวาก็ให้หักพวงมาลัยไปทางขวา เมื่อรถทรงตัวได้แล้วบังคับให้บังคับรถไปในทิศทางที่ต้องการ ถ้าเอาไม่อยู่ให้เลือกทางภูเขาไว้ก่อน อย่าเลือกทางหน้าผาก็แล้วกัน
* การเพิ่มระยะทางการเบรก การเบรกรถกะทันหัน รถเราอาจไปชนรถข้างหน้า ควรเลี้ยวรถดึงพวงมาลัยไปทางไหล่ทาง หรือมีพื้นที่เพื่อเพิ่มระยะทางการเบรก
* การขับรถบนภูเขาที่มีทางคดเคี้ยวไปมาเป็นเวลานานๆ เมื่อถึงทางตรงลงเขายาวไกล อย่าขับเร็วเด็ดขาด คนขับส่วนมากจะขับเร็วรถมาก อันตรายมากนะครับทางแบบนี้ น้ำหนักรถ ความเร็ว ระยะทางถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีรถ, คน, ฯลฯ ขึ้นจากข้างทางหักหลบไม่พ้นแน่ ถึงจะหักหลบได้แต่รถต้องเกิดอะไรแน่นอน ไม่พลิกคว่ำ แหกข้างทางเข้าป่า หรือไม่ก็ชนรถที่วิ่งสวนมา
* การขับในทัศนวิสัยไม่ดี ทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควรเข้าโค้งแบบธรรมดา ต้องบีบแตรส่งสัญญาณทุกครั้งก่อนจะเข้าโค้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา เนื่องจากคนที่ขับรถเจ้าถิ่นบนภูเขาเป็นประจำจะขับรถตัดโค้ง
* ทางลูกรังหรือทางที่มีหินลอย ทางแบบนี้ถือได้ว่าเป็นทาง 'ปราบเซียน' กลิ้งกันมาหลายคันครับ การที่ล้อรถลอยตัวขณะวิ่งเข้าโค้งเราไม่สามารถบังคับได้อย่างที่ต้องการ และการที่เราไม่คุ้นเคยกับเส้นทางมาก่อนก็ไม่ควรขับรถด้วยความเร็ว
ข้อควรระวัง
1.ขณะขับรถขึ้นทางชันหรือขึ้นเขา ควรเร่งความเร็วให้สม่ำเสมอ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล แต่อย่าเบิ้ลอย่างรุนแรงนะครับ เพราะนอกจากความเร็วจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน ไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกด้วย
2. อย่าใช้เกียร์ว่างในขณะลงเนินชัน หรือลงเขาโดยเด็ดขาด!! เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรใช้เกียร์ต่ำ และค่อยๆปล่อยรถให้ไหลลงเนินตามรอบเครื่องยนต์ และอย่าลืมควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับเกียร์ ด้วยนะครับ
3. ควรใช้เกียร์ 1 หรือ เกียร์ 2 ในขณะขับรถขึ้นเขา เพราะถ้าใช้เกียร์ที่สูง อย่างเช่นเกียร์ 3, 4 หรือ 5 จะทำให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลังและแรงฉุดมากพอที่จะเคลื่อนที่ขึ้นเนินเขา นอกจากนี้ยังเป็นการผลาญน้ำมันโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)