วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

การช่วยไม่ให้ลืมง่ายๆ

การช่วยไม่ให้ลืมง่ายๆ
ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ขี้ลืม  แต่ถ้าคุณมีนิสัยนี้ไปแล้ววิธีแก้ลืมต่อไปนี้ช่วยคุณได้
  1. 1. ตั้งสมาธิ  เวลาทำอะไรควรจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น  ตั้งสติให้ดี  บอกตัวเองว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ทุกๆ  ขั้นตอน  ทีนี้ถึงจะมีโทรศัพท์เข้ามาหรือมีใครมาขัดจังหวะ  คุณก็จะยังจำได้ว่าเมื่อกี้กำลังทำอะไร  เอาของวางที่ไหน
  2. จดให้หมด  คนขี้ลืมได้ทุกอย่าง  ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นของเล็กๆ  น้อยๆ  หรือชิ้นใหญ่ สาวๆ  จึงต้องจดทุกอย่างที่ต้องที่ต้องทำลงสมุดประจำวันตัวให้หมด  แล้วหยิบขึ้นมาดูบ่อยๆ  ข้อความในนั้นจะได้ซึมเข้าสมอง  ช่วยให้จำได้ไปเอง
  3. ฝึกนั่งสมาธิ  เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด  สาเหตุของอาการขี้ลืมส่วนใหญ่จะมาจากการไม่มีสติแต่ถ้าฝึกนั่นสมาธิเรียกสติ ทุกๆ  วัน  ไม่ต้องมากแค่วันละ 15 นาที  ไม่นานคุณจะมีความจำดีเป็นคนละคนเลย
  4. อ่านออกเสียง  ก็สมุดโน้ตที่คุณจดทุกอย่างลงไปนั้นล่ะ  บางทีการอ่านผ่านตาอย่างเดียว  ถ้าไม่ตั้งใจ  ไม่มีสติ  ข้อมูลก็อาจจะไม่เข้าไปสมอง  คุณจึงต้องอ่านแบบออกเสียงดังๆ ด้วย  วิธีเป็นการช่วยจำที่ตรงไปตรงมาที่สุดเหมือนสมัยเราเด็กๆ  เราก็เรียน  ก.ไก่  ข.ไข่
  5. หาคนมาเตือน  ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็เล่าให้เพื่อนสนิท  พ่อแม่  น้อง  หรือแฟนฟัง  แล้วให้ให้เขาช่วยเตือนคุณ  แต่ถ้าเป็นเรื่องงานก็อาจต้องให้เพื่อนๆ  ในบริษัทนั่นล่ะช่วยทวนความจำให้ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของวิธีนี้คือเวลาที่คุณ เล่าให้ฟังก็เท่ากับคุณกำลังอ่านเรื่องนี้ออกมาดังๆ  สมองคุณจะบันทึกมันเอาไว้  และจำได้ไปด้วย  ดีไม่ดีอาจจะไม่ต้องให้เพื่อนเตือนเลยด้วยซ้ำ
ขอขอบคุณ  ที่มา : นิตยาสาร Spicy

แก้โรคซึมเศร้าแบบไม่เสียสตางค์

ไม่นานมานี้มีผลสำรวจจากกรมสุขภาพจิตว่าคนไทยในปัจจุบันมีอาการโรคซึม เศร้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  วันนี้ผมจึงมีเรื่องของผู้ที่มาปรึกษาท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นโรคซึมเศร้า  แต่หายได้ด้วยการคิดเชิงบวกนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง
ท่านผู้นี้เคยเผชิญกับความล้มเหลวในชีวิตมาหลายครั้ง  จนเขารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง  เริ่มเก็บตัวเงียบๆ  ไม่ยุ่งกับใคร  มีความรู้สึกหลัวสังคม  เริ่มโทษตัวเองต่างๆนานา  และในที่สุดก็มองตัวเองเป็นคนไร้ค่า  คิดจะทำร้ายตัวเอง  เมื่อครอบครัวถามว่าเป็นอะไร  เขาก็บอกว่าเป็นโรคซึมเศร้า  พอถามว่ารู้สึกอย่างไร  เขาว่าเคยอ่านเจอในหนังสือซึ่งเขียนถึงอาการเขาทั้งหมด
จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อมาเยี่ยมที่บ้าน  แต่เขาไม่ยอมลงไปพบให้ภรรยาบอกเพื่อนว่าไม่สบาย  ด้วยความเป็นห่วง  เพื่อคนนี้ตัดสินใจขึ้นไปเยี่ยมเขาถึงห้องนอน  สภาพในห้องทั้งสกปรกทั้งมืด  แถมยังปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้สกปรกอีกด้วย  เข้าเปลี่ยนไปจนเพื่อนแทบจำไม่ได้  และไม่ยอมคุยกับเพื่อน  จนในที่สุดเพื่อนก็ทนไม่ไหวต้องกลับไป
จนวัยรุ่งขึ้นสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น  ทำให้เขาหายจากอากาศซึมเศร้านั่นคือ  อยู่ๆเพื่อนคนเดิมก็กลับมาหาเขาอีกครั้งและถามว่าเป็นอะไรเข้าตอบว่า  เป็นโรคซึมเศร้า “แจ๋ว”  เพื่ออุทานขึ้น  เดินอ้อมไปด้านหลังเขาแล้วตบหัวเขาอย่างแรงสองที  เขาตกใจมาก  ด้วยความโมโหจึงโวยวายใส่เพื่อนว่า “แกตบฉันทำไมว่ะ!” เพื่อก็ถามตอบว่า “อ้าวไหนแกบอกว่าเป็นโรคซึมเศร้าไงวะ”  เขาตอบกลับ “ไม่เศร้าแล้ว  แต่จะไล่แตะแกแทน”
หลังจากนั้นเขาก็หายจากอากาศซึมเศร้าทันที  ไม่ใช่เพราะกลัวจะถูกตบ  แต่เหตุการณ์นั้นทำให้เขาได้ตระหนักว่า  จริงๆแล้วในตัวเขานั้นยังมีอารมณ์อื่นๆอีก นอกจากอารมณ์ซึมเศร้าแล้ว  เขายังโกรธได้  เกลียดได้แต่เพราะเขามัวแต่เอาความสนใจทั้งหมดไปจดจ่ออยู่กับอารมณ์เศร้าที่ เกิดขึ้น  ทั้งๆที่ในชีวิตเคยเศร้ามาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง  แถมยังทะลึ่งมารู้ว่าโรคซึมเศร้าเป็นยังไงอีก
เห็นไหมครับว่า  ความคิดของเรานั้นมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจแค่ไหน  หากท่าเชื่ออยู่เสมอว่าป่วยเป็นโรคโน้นโรคนี้  ท่านก็มักจะป่วยอยู่ตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นควรที่จะคิดในเชิงบวกเข้าไว้จิตใจคนเราสำคัญยิ่ง
ขอขอบคุณ : นิตยาสาร HEALTH CUISINE

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

7 เรื่องน่ารู้ก่อนที่จะ “เมคอัพ”

1.ไม่ทาเมคอัพลงบนหน้าสกปรก  ความเข้มข้นของเครื่องสำอางจะไปปิดรูขุมขนเอาไว้  ทำให้ออกซิเจนผ่านไม่ได้  สิ่งสกปรกที่เกาะบนใบหน้าจึงอุดตันอยู่ในรูขุมขนกลายเป็นสิวเม็ดแป้งที่คุณ ไม่ต้องการ
2.ไม่ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะสนิดกันแค่ไหน  เพื่อไม่ให้เชื่อโรคจากเพื่อนรักปนมากับเครื่องสำอางแล้วมาติดคุณได้
3. ไม่ใช้เครื่องสำอางตัวอย่างที่ตั้งไว้ให้ลองฟรีๆ  ตามบูธเครื่องสำอาง  เพราะนั้นคือแหล่งเชื้อโรคจากผู้หญิงแปลกหน้าอีกนับร้อย  เฉพาะแค่แปรงปัดแก้มที่ไม่เคยล้างเลยมาเป็นเดือน ๆ อันเดียวก้อาจจะทำให้สิวเห่อไปทั้งหน้าเลยก็ว่าได้
4. ไม่แต่งหน้าทันทีที่ตื่นนอน  เพราะระหว่างที่เราหลับจะมีน้ำมาคั่งอยู่บน  เปลือกตาจนตาบวมและผิวบริเวณนี้ก็จะบางกว่าปกติ  สาวๆจึงควรรอสักครึ่งชั่วโมงให้เปลือกตายุบเสียก่อน  แล้วค่อยลงมือเติมสวยให้เต็มที่
5. ไม่ทามาสคาร่าชนิดที่เขียนว่ามีไฟเบอร์เป็นส่วนผสม  ถ้าคุณใส่คอมเท็คเลนส์เพราะไฟเบอร์อาจะทำปฏิกิริยากับเลนส์  ทำให้ถอดไม่ออกหรือมีสารละลายเข้าไปในตา
6. ไม่เติมอะรแม้น้ำลงไปในเครื่องสำอางเวลามาสคาร่าเหลือติดก้นขวด  แม่นางประหยัดบางคนอาจจะเติมน้ำอุ่นลงไปเพื่อให้มาสคาร่าละลายแล้วใช้ต่อ  แต่นี้เป็นวิธีการที่จะทำให้เชื้อแบคทีเรียเติบโตได้ดีขึ้น  ยกเว้นน้ำของคุณจะต้มเดือดมาใหม่ๆ  ถึงจะไว้ใจได้
7. ไม่ใช้เมคอัพทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับตาเวลาอยู่ในรถ  ไม่ว่าจะเป็นอายแซโดว์  มาสคาร่า  ดินสอเขียนขอบตา  หรือที่ดัดขนตา  ถ้ารถเกิดเบรกกะทันหันอุปกรณ์พวกนี้อาจจะแทงเข้าไปในตาสวยๆ  ของคุณแล้วคุณจะหลับทันไหมล่ะ


 ขอขอบคุณ  สาระดีๆ  จาก นิตยาสาร Spicy

3 วิธีสร้างงานดี มีความสุขแบบชาว Google.com

ทำงานอยู่ Google  ฟังดูดี๊ดี  แต่เอาเข้าจริงแล้วชีวิตของพวกเขาก็ไม่ต่างไปจากเราๆ  ท่านๆ หรอกครับมาดูกันว่าพวกเขารับมืองานหนักได้อย่างไร  อะไรช่วยเสริมสร้างสุขในชีวิตการทำงาน
                1.เลือกที่จะมีความสุขกับงาน  ใครๆ  ก้อยากให้คนที่ทำงานกับเราเป็นคนที่ดีที่สุดทั้งนั้น  แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ  ดังนั้นจงทำงานที่คุณรัก  หลีกเลี่ยงพวกคิดลบและกอสสิปเกิร์ลทั้งหลาย  มองหาเพื่อนร่วมงานที่พอจะใช้เวลาร่วมกันได้บ้าง  แค่นี้ก็พบกับความสุขและสันติในที่ทำงานแล้ว               
               2. รับปากสิ่งที่ทำได้จริง  หนึ่งในประเด็นที่ทำให้งานกลายเป็นเรื่องเครียดและไร้สุขก็คือ  การรักษาสัญญาผู้คนมากมายให้เวลาที่มากกว่าในการขอโทษและเครียดที่ทำไม่ได้ ตามที่รับปากเอาไว้ทั้งที่พยายามอย่างที่สุดชีวิตแล้ว  ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนแล้วล่ะครับ  เริ่มจากเรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง  อย่ารักปากในสิ่งที่ทำไม่ได้  ถ้างานโหลดเกินกำลังและเวลารับปรึกษาหัวหน้าก่อน
                3. ความขัดแย้งคือเพื่อน  คนส่วนใหญ่ไม่ชอบความยัดแย้ง  นั่นเพราะยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมัน  ความคิดต่างและขัดแย้งกันนั้นที่แท้จริงนั้นมีประโยชน์มากในการทำงาน  ช่วยปรับทัศนคติของคนทำงาน  สร้างความชัดเจนในเนื้องาน  ช่วยให้เกิดไอเดียต่อยอด ฯลฯ  ดังนั้นอย่ารังเกียจหรือกลัวความขัดแย้ง  เพราะมันคือหนทางสู่ความสำเร็จใหม่ๆ  ที่ไม่ซ้ำเดิม

ที่มา : นิตยสาร Heath & Cuisine

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ขนมเบื้องญวนอาชีพโบราณ…น่าเรียนรู้

จังหวัดนนทบุรี มีของดีเลื่องชื่อในเรื่องอาหารคาว หวาน และผลไม้ แต่ในที่นี้จะขอแนะนำการทำขนมเบื้องญวนสูตรโบราณแท้ๆ ซึ่งขณะนี้ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดนนทบุรีเป็นเจ้าภาพเปิดอบรมฟรีให้ กับประชาชนทั่วไป หรือคนว่างงาน ใช้เวลาอบรมเพียง 1 วัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ สนใจลองศึกษาดูได้มีฝีมือติดตัว

ลำดับแรกก็เตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อน
1. ไข่ (ไข่เป็ดหรือไข่ไก่)
2. ไส้ (ทำจากมะพร้าวอ่อนขูดผสมกันรากผักชีที่ดำละเอียดคลุกเข้ากัน)
3. ถั่วลิสงป่นเอง
4. เต้าหู้เหลือง (หั่นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ)
5. หัวหอมแดง (หั่นเป็นแว่นเล็กๆ )
6. น้ำอาจาด
7. แตงกวา
8. พริกเหลือง
9. ต้นหอม
10. หัวไซโป๊หวาน
11. พริกไทยป่น
12. น้ำปลา
13. ผงชูรส
14. ถั่วงอก
15. ผักชี
16. กระทะ
17. ทัพพี
18. ตะหลิว
ต่อมาเป็นการทำน้ำอาจาด
น้ำต้มผสมกับน้ำตาลทรายและน้ำส้มสายชูและเกลือแกงนิดหน่อย ชิมน้ำให้รสชาติออเปรี้ยวหวาน
สำหรับขั้นตอนการทำขนมเบื้องญวนโบราณ
1. วิธีการผสมแป้ง นำแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำใช้เวลาพอประมาณให้เข้ากัน
2. ตีไข่กับแป้งพร้อมเครื่องปรุง
3. ตั้งกระทะให้ร้อนใช้ไฟปานกลาง
4. เอาแป้งร่อนใส่กระทะให้เป็นวงกลม
5. นำส่วนผสมใส่ทั้งหมดแล้วใช้เวลาพอประมาณโดยการสังเกตว่าแป้งสุกหรือยัง เมื่อสุกแล้วเอาขึ้นจากกระทะเพื่อให้น้ำมันสะเด็ดแล้วตักใส่จานหรือใส่ ใบตองก็ได้

สนใจรับการอบรม ติดต่อสอบถามที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงานจังหวัดนนทบุรี
ที่มา : เดลินิวส์


***************